| |
สัตว์ป่า |
| |
สัตว์ป่าคืออะไร
ความหมายของคำว่า "สัตว์ป่า"มีผู้อธิบายไว้หลายท่านแตกต่างกัน บ้างก็หมายถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทั้งหมด อันได้แก ่สัตว์จำพวกปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลี้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม บางท่านก็หมายถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังที่ไม่เชื่องหรือที่คนไม่ได้เลี้ยงเอาไว้ บางท่านก็หมายถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทีปกติมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติ ซึ่งทุก ๆ ท่านจำกัดสัตว์ป่าอยู่เฉพาะสัตว์ขนาดใหญ่ คือสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังดังกล่าวแล้ว
ที่มีผลบังคับใช้จนกระทั่งปัจจุบัน ได้ให้คำจำกัดความของสัตว์ป่า คือ สัตว์ทุกชนิด ยกเว้นสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณ ตามกฏหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ |
| |
ประเภทของสัตว์ป่า
ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ได้แบ่งสัตว์ป่าออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าที่หายาก ตามบัญญัติ ดังกล่าวและตามที่จะกำหนด โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ปัจจุบันกำหนดไว้ 15 ชนิด ได้แก่
1. นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
2 .แรด
3. กระซู่
4. กูปรีหรือโคไพร
5. ควายป่า
6 .ละองหรือละมั่ง
7. สมันหรือเนื้อสมัน
8. เลียงผา หรือ เยือง หรือกูรา หรือโครำ
9. กวางผา
10. นกแต้วแล้วท้องดำ
11 นกกระเรียน
12 .แมวลายหินอ่อน
13. สมเสร็จ
14 .เก้งหม้อ
15. พะยูนหรือหมูน้ำ
ข. สัตว์คุ้มครอง หมายถึง สัตว์ป่าตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไม่แบ่งแยกเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 หรือสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 ดังเช่น พระราชบัญญัติสงวนแลุคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 สำหรับบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองใหม่นี้ แบ่งออกเป็น 7 จำพวก คือ
1. สัตว์ป่าจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 189 ชนิด
2. สัตว์ป่า จำพวกนก มี 181 ลำดับ จำนวน 771 ชนิด
3. สัตว์ป่าพวกเลื้อยคลาน มี 64 ลำดับ จำนวน 91 ชนิด
4. สัตว์ป่าจำพวกสะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 12 ชนิด
5. สัตว์ป่าจำพวกปลา จำนวน 4 ชนิด
6. สัตว์ป่าจำพวกแมลง มี 13 ลำดับ
7. สัตว์ป่าจำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มี 13 ลำดับ
ทั้งสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามมิให้ผู้ใดล่าหรือพยายามล่าหรือมีไว้ในครอบครอง (ซึ่งรวมถึงซากของสัตว์ป่าสงวนหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง) หรือค้า หรือนำเข้า - ส่งออก เว้นแต่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้รับการยกเว้นตามระเบียบของทางราชการเช่น เพื่อการสำรวจ การศึกษาและวิจัยทางวิชาการสัตว์ป่าบางชนิดที่ได้จากการเพาะพันธุ์หรือกิจการสวนสัตว์สาธารณะ เป็นต้น
คุณค่าของสัตว์ป่า
สัตว์ป่าอำนวยประโยชน์นานาประการให้แก่มนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ มากมาย อย่างไรก็ตามประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นไปในทางอ้อมมากกว่าทางตรง จึงทำให้มองไม่ค่อย เห็นคุณค่าของสัตว์ป่าเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ป่าไม้ น้ำ และแร่ธาตุ เป็นต้น ตัวอย่างคุณค่าของสัตว์ป่า เป็นต้นว่า
|
| |
1. ด้านเศรษฐกิจ ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ที่มนุษย์ได้จากสัตว์ป่าก็ได้แก่การค้าสัตว์ป่า หรือซากของสัตว์ป่าโดยเฉพาะหนังสัตว์ป่าในปีหนึ่ง ๆ ทำรายได้ให้กับประเทศ และมีเงินหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนไม่น้อย คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจจะรวมถึงรายได้ต่าง ๆ จากการท่องเที่ยวในการชมสัตว์ด้วย
2. การเป็นอาหาร มนุษย์ได้ใช้เนื้อของสัตว์ป่าเป็นอาหารเป็นเวลาช้านานแล้วซึ่งสัตว์ป่าหลายชนิดก็ได้พัฒนาจนกระทั้งกลายเป็นสัตว์เลี้ยงไปสัตว์ป่าหลายชนิดตามธรรมชาติคนก็ยังนิยมใช้เนื้อเป็นอาหารอยู่
3 .เครื่องใช้เครื่องประดับ นอกจากเนื้อของสัตว์ป่า และส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ป่าจะใช้เป็นอาหารและยาแล้ว อวัยวะบางอย่างของสัตว์ป่าก็ยังใช้ประโยชน์ต่าง ๆได้อีกมากมาย เช่น หนังใช้ทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม งาช้าง ใช้เป็นเครื่องประดับ กระดูก เขาสัตว์ใช้ทำด้ามมีด ด้ามเครื่องมือ หรือแกะสลักต่าง ๆ เป็นต้น
4. การนันทนาการและด้านจิตใจ นับเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของสัตว์ป่าแต่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้โดยง่าย การท่องเที่ยวชมสัตว์ป่าในสวนสัตว์อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและแหล่งสัตว์ป่าอื่น ๆ นับเป็นเรื่องนันทนาการทั้งสิ้น
5. ด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการแพทย์สัตว์ป่านับมีคุณค่าใหญ่หลวงที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา และแพทย์ประสบผลสำเร็จในด้านการค้นคว้าทดลองต่าง ๆ โดยขั้นแรกเขาทดลองกับสัตว์ป่าเสียก่อน เช่น ทดลองกับหนู กระแต ลิง จากนั้นจึงนำไปใช้กับคน การค้นคว้าทดลองเหล่านี้หากไม่มีสัตว์ป่าเป็นเครื่องทดลองก่อนแล้ว ก็อาจจะมีผลสะท้อนถึงคนอย่างมาก
6. เป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆสัตว์ป่านับได้ว่าเป็นตัวควบคุมสิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ด้วยกันเอง ทำให้ผลกระทบต่อคนเบาบางลงไปไม่มากก็น้อย เช่น ค้างคาวกินแมลง นกฮูก และงูสิงกินหนูต่าง ๆ นกกินตัวหนอนที่ทำลายพืชเศรษฐกิจเป็นต้น ซึ่งหากไม่มีสัตว์ป่าต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วคนอาจจะต้องเสียเงินทองจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่จะต้องกำจัดศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อมเหล่านี้
7. คุณค่าของสัตว์ป่าต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆคนส่วนใหญ่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าก็มีส่วนช่วยหลายอย่างเช่น
7.1 สัตว์ป่าช่วยทำลายศัตรูป่าไม้ต้นไม้ในป่ามีศัตรูธรรมชาติเสมอ ๆ เช่นโรคแมลง เป็นต้น แต่ศัตรูเหล่านี้จะไม่ระบาด โดยเฉพาะแมลงหากมีตัวทำลาย,สัตว์ป่าหลายชนิดเป็นตัวกำหนดแมลงหากปราศจากสัตว์เหล่านี้แล้ว ต้นไม้จะได้รับความเสียหาย และอาจจะตายในที่สุด
7.2 สัตว์ป่าช่วยผสมเกษรดอกไม้ต้นไม้ผสมเกษรได้นั้นอาศัยปัจจัยหลายอย่างช่วย เช่นลม และแมลง สำหรับสัตว์ป่าบางชนิด ก็เป็นตัวที่ช่วยผสมเกษรด้วย เช่น นกกินปลี และค้างคาวกินน้ำหวานดอกไม้ เป็นต้น สัตว์ป่าเหล่านี้จะช่วยผสมเกษรดอกไม้ในขณะที่กินน้ำหวานดอกไม้จากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่ง หรือจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งทำนองเดียวกับลมและแมลงดังกล่าวแล้ว
7.3 สัตว์ป่าช่วยในการกระจายเมล็ด พันธุ์ไม้สัตว์ป่าบางชนิดเช่น นกขุนทอง นกเงือก ค้างคาวบางชนิด ลิง ค่าง ชะนีกวาง เก้ง กระทิง วัวแดง เป็นต้น จะกินผลไม้เป็นอาหารแล้วคายหรือถ่ายเมล็ดออกมาตามที่ต่าง ๆ เมล็ดไม้บางชนิดไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ในการผ่านกระเพาะของสัตว์เหล่านี้ก็เท่ากับสัตว์ป่าช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ไปในที่ต่าง ๆ
7.4 สัตว์ป่าช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นมูลของสัตว์เกือบทุกชนิดใช้เป็นปุ๋ยได้อย่างดี เท่ากับเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ในขณะเดียวกันเมื่อสัตว์ป่าตายลงซากของสัตว์ป่าก็จะกลายเป็นปุ๋ยได้เช่นกัน
|
| |
สถานการณ์สัตว์ป่าในปัจจุบัน
สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่งเป็นประเภทที่งอกเพิ่มพูนได้เช่นเดียวกับป่าไม้ทุ่งหญ้า ดิน และน้ำ แต่ต้องมีการบำรุงรักษา และใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งในปัจจุบันนี้เราใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่ายังไม่ถูกวิธีเท่าที่ควรเป็นการใช้อย่างสิ้นเปลืองและเปล่าประโยชน์และไม่พยายามหาวิธีการทดแทนให้พอเพียงและเหมาะสม จึงทำให้สัตว์ป่าบางชนิดได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น สมัน หรือ เนื้อสมันและอีกหลายชนิด กำลังมีจำนวนลดน้อยลงใกล้จะสูญพันธุ์ สาเหตุของการสูญพันธุ์หรือการลดน้อยลงของสัตว์ป่ามี หลายอย่างเป็นต้นว่า
1) การลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ไปตามธรรมชาติสัตว์ป่าทุกชนิดย่อมจะดัดแปลงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อม ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ สัตว์ชนิดใดที่สามารถปรับตัวได้ก็จะมีชีวิจอยู่รอดสัตว์ชนิดใดปรับตัวไม่ได้ ก็จะตายไป ทำให้ลดจำนวนลง และอาจจะสูญพันธุ์ในที่สุด การลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ ตามธรรมชาติรวมถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ
2) การลดจำนวนลงหรือสูญพันธุ์จากการล่าโดยตรงสัตว์ป่าจะไม่ลดลงหรือสูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว หากเป็นการล่าโดยสัตว์ด้วย กันเอง เช่น เสือโคร่ง เสือดาว การล่าเพื่อเกมกีฬา การล่าเพื่ออาชีพ สัตว์ป่าจะลดลงและสูญพันธุ์ในที่สุดทั้งนี้เพราะสัตว์ป่าไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้หรือหนีได้เลย เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือและยานพาหนะในการล่าที่ทันสมัยและทำลายล้างได้แม้ในระยะไกล ๆ
3) การลดลงหรือสูญพันธุ์ไปเนื่องจากการทำลายที่อยู่อาศัยมนุษย์เราต้องการปัจจัย สี่ คือที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่มห่ม และยารักษาโรค สำหรับการดำรงชีวิต สัตว์ป่าเองก็ต้องการที่อยู่อาศัยและอาหารเช่นเดียวกัน ป่าไม้ แม่น้ำ หนอง บึง เป็นพื้นที่ที่สัตว์ต้องการทั้งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งหากินเมื่อมีการทำลายป่า หรือทำลายแหล่งน้ำต่าง ๆ
4) การลดลงหรือสูญพันธุ์ไปเนื่องจากสารพิษประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม สิ่งที่เกษตรกรต้องการก็คือ ผลผลิตสูง จึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีบางอย่างเพื่อทำลายศัตรูพืชสารเคมีที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายมีหลายชนิดที่มีพิษตกค้าง มองเผิน ๆ ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับสัตว์ป่าแม้ข้อเท็จจริงสัตว์ป่าได้รับพิษเหล่านี้ตามห่วงโซ่อาหาร ทำให้พิษสะสมในตัวสัตว์ป่า ตัวเองอาจจะตายลงเมื่อได้รับจำนวนมากหรืออาจจะมีผลต่อลูกหลานของสัตว์ป่า และในที่สุดก็อาจจะสูญพันธุ์ลง
5) อการลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์เนื่องจากนำสัตว์อื่นมาทดแทนการนำสัตว์อื่นจากที่อื่นเข้าไปในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เช่นนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในป่า สัตว์เลี้ยงอาจจะไปแย่งอาหาร น้ำ และปัจจัยอื่นที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า อีกทั้งสัตว์เลี้ยงอาจจะนำโรคต่าง ๆ เข้าไปติดต่อให้สัตว์ป่า ก็อาจจะทำให้สัตว์ป่าตายลง ทำให้ลดจำนวนลงและสูญพันธุ์ต่อไปได้
6) การลดจำนวนลงหรือสูญพันธุ์เนื่องจากการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าเองอย่างจำกัด สัตว์ป่าส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์ของอาหารได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็มีสัตว์บางชนิดที่กินอาหารเฉพาะอย่างดังนั้นเมื่อป่าถูกทำลายลงสัตว์เหล่านี้ก็จะตายลงตามธรรมชาติและอาจจะสูญพันธุ์ในที่สุด |
| |
การจัดการสัตว์ป่าดังได้กล่าวมาแล้วดังคุณค่าสัตว์ป่าและสถานการณ์ของสัตว์ป่าเมืองไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดการสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าต่อไป หลักการในการจัดการสัตว์ป่าก็มี
1) การอนุรักษ์พื้นที่ปัจจัยที่ทำให้สัตว์ป่า ลดจำนวนลง ก็คือถิ่นที่อยู่อาศัย รวมทั้งแหล่งน้ำและอาหาร การที่จะทำให้สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น สิ่งแรกที่จะต้องทำให้สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้น สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการก็คือการอนุรักษ์พื้นที่ให้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่หลบภัยของสัตว์ป่าอย่างปลอดภัย รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำ และแหล่งอาหารของสัตว์ป่าอีกด้วย
2) จำกัดการล่าการลดจำนวนลงของสัตว์ป่าและอาจจะสูญพันธุ์ได้นั้นมีปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะดังกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งก็คือการล่าของมนุษย์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมการล่านั้นโดยการออกกฎหมายห้ามล่าสัตว์ป่าบางชนิดที่เหลือน้อยห้ามล่าในพื้นที่บางแห่ง ห้ามล่าในบางฤดู
3) ควบคุมสิ่งทำลายสิ่งทำลายในที่นี้ได้แก่สิ่งที่มีชีวิตอื่น ๆ ที่จะเข้าไปทำลายสัตว์ป่าหรือไปแย่งอาหารและน้ำจากสัตว์ป่าซึ่งอาจจะได้แก่สัตว์เลี้ยง รัฐจะต้องปฏิรูปที่ดินให้สำเร็จนั่นหมายความว่าจะต้องแบ่งพื้นที่ของประเทศให้เด็ดขาดเป็นป่าไม้ที่กสิกรรม ที่อยู่อาศัย ที่ตั้งโรงงาน ที่เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น เมื่อแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนแล้วก็ง่ายต่อการควบคุม แต่เมื่อใดก็ตามที่ยังไม่สามารถจัดพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ป่าไม้ซึ่งบางแห่งสงวนเอาไว้สำหรับสัตว์ป่าจะถูกรบกวนเสมอ ๆ ทำให้การจัดการสัตว์ป่าในส่วนอื่น ๆ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
4) เพิ่มปริมาณให้มากขึ้นการเพิ่มปริมาณสัตว์ป่าให้มากขึ้นอาจจะกระทำได้หลายวิธีอาจจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น หรือการทำให้เพิ่มขึ้นโดยการช่วยเหลือของคน โดยการใช้วิทยาการสมัยใหม่เข้าช่วย
5) การควบคุมสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ สิ่งแวดล้อมต่าง ของสัตว์ป่าก็คือสิ่ง ต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆสัตว์ป่าซึ่งอาจจะแบ่งออกได้เป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ การไม่ทำลายก็เท่ากับได้ควบคุมสิ่งแวดล้อม ซึ่งปกติจะอยู่ในภาวะสมดุลอยู่แล้ว |
| |
 |