 |
|
| |
พืชในระบบเกษตร |
| |
นายชนวน รัตนวราหะ |
| |
ในสภาพนิเวศน์ธรรมชาติของป่าไม้พรหมจารีย์ (virgin forest) เราจะเห็นความหลากหลายของพืชพรรณไม้ชนิดต่างๆ นับพันชนิดขึ้นผสมผสานกลมกลืนกัน ตั้งแต่พืชขนาดเล็ก ที่ขึ้นอยู่ตามผิวดินในที่ชื้นแฉะมีแสงแดดน้อย บางชนิดก็ขึ้นอยู่ตามซอกหิน บางชนิดก็ขึ้นอาศัยอยู่ตามลำต้นของไม้ใหญ่ ไปจนถึงไม้ขนาดกลางที่ได้รับแสงแดดพอสมควร และไม้ขนาดใหญ่ที่มีพุ่มต้นอยู่ในระดับสูง สภาพเช่นนี้ต้นไม้ก็สามารถ เจริญเติบโต มีใบ ดอก ผล ตามแต่ชนิดของพืชนั้น ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานับร้อยปีนับพันปี เราไม่เคยพบว่าป่าไม้ตามธรรมชาติจะได้รับภัยพิบัติอันเกิดจากโรคพืชแมลงศัตรูพืชระบาดทำความเสียหายเอง ดินในป่าไม้อุดมสมบูรณ์มีน้ำความชุ่มชื้น และอากาศที่ดีเนื่องมาจากความสมดุลย์ตามธรรมชาติ
ด้วยความรู้จากธรรมชาติที่ว่า พืชชนิดต่างๆ นั้นสามารถจะจัดให้อยู่ด้วยกันอย่างเหมาะสมและกลมกลืน และมีผลกระทบในทางเกื้อกูลต่อกันและกันเช่นนี้ มนุษย์ตั้งแต่โบราณกาลจึงได้เรียนรู้จากประสบการณ์นำเอามาประยุกต์ใช้ในการจัดระบบการปลูกร่วมในลักษณะที่เรียกว่า พหุสิกรรมได้ดังนี้
พหุกสิกรรมหมายถึง ระบบการเพาะปลูกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในพื้นที่ดินเดียวกันซึ่งอาจจะปลูกร่วมในเวลาเดียวกัน หรือต่างระยะเวลากัน ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มพูน
|
| |
ผลผลิตและรายได้จากการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ดินดังกล่าวให้มากขึ้นพร้อมๆ กันนั้นก็จะทำให้ดินมีสภาพทั้งกายภาพ และส่วนประกอบของธาตุอาหารของพืชมีการปรับปรุงดียิ่งขึ้น ซึ่งการพหุกสิกรรมนี้สามารถจะแยกออกได้เป็น 5 ระบบ ดังนี้คือ
1. ระบบการปลูกพืชร่วม(Intercropping) หมายถึง ระบบพหุกสิกรรมที่ปลูกพืชตั้งแต่สองชนิดร่วมกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบใดก็ได้ใน 2 รูปแบบดังนี้
1.1 การปลูกพืชแบบผสม(Mixed Intercropping) หมายถึง การปลูกพืชร่วมที่ไม่เป็นแถวเป็นแนว แต่หากจะปลูกผสมกันไปตามความเหมาะสม
|
| |
ของสภาพที่ต้องการตามธรรมชาติ
1.2 การปลูกแบบเป็นแถว(Row Intercropping) หมายถึง ระบบการปลูกพืชร่วมที่มีอย่างน้อยหนึ่งชนิดที่ปลูกเป็นแถวสลับกับพืชแรกหรือปลูกไม่เป็นแถวอยู่ในระหว่างแถวของพืชแรกก็ได้
การปลูกพืชร่วมในเวลาเดียวกันเช่นนี้ Gomez (1983) ได้ให้เครื่องหมาย + แสดงการ่วมของระบบ เช่น ข้าวโพด + ถั่วลิสง หมายถึง การปลูกข้าวโพดร่วมกับถั่วลิสงในเวลาเดียวกัน เป็นต้น
2. ระบบการปลูกแบบรับช่วง(Relay Cropping) หมายถึง ระบบการปลูกพืชแรกปลูกก่อนแต่ยังไม่ถึงวันเก็บเกี่ยวก็จะมีการปลูกพืขที่สองในพื้นที่เดียวกันซึ่งอาจจะเป็นการปลูกระหว่างแถว (inter-row) หรือปลูกผสม (mixed) ก็ได้
การปลูกแบบรับช่วงตามกันเช่นนี้ใช้เครื่องหมาย- แสดงการร่วมในระบบเช่น ข้าว - ถั่วเหลือง หมายถึง การปลูกข้าวแล้วรับช่วงโดยการปลูกถั่วเหลืองก่อนการเก็บเกี่ยว เป็นต้น
3. ระบบการปลูกแบบทวิกสิกรรม หรือแบบตาม (Double or Sequential Cropping) หมายถึงระบบการปลูกพืชแรกจนเก็บเกี่ยวแล้วจึงปลูกพืชสองตามทันทีหรือเว้นช่วงที่ไม่นานนัก โดยเฉพาะในสภาพของพื้นที่ที่ยังมีความชื้นและน้ำในดินเหลือจากการปลูกพืชแรกเพียงพอต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของพืชที่สอง
4. ระบบการปลูกพืชต่างระดับ(Multi-Storeyed Cropping) วิธีการนี้อาจจะกระทำได้ทั้งในรูปแบบของการปลูกพืชเป็นแถวเป็นแนว หรือการปลูกผสมปนเปไม่เป็นแถวก็ได้ แต่หลักการสำคัญก็คือ การให้พืชหลายๆ ชนิดที่สามารถจะปลูกร่วมกันโดยไม่แย่งแสงแดดธาตุอาหารในดิน แหล่งน้ำ และอากาศ เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำการศึกษาหาชนิดของพืชที่เหมาะสม ในอดีตที่ผ่านมาเกษตรกรไทยได้ใช้ประสบการณ์ จัดระบบที่เหมาะสมของสวนผลไม้ที่มีทุเรียน มะม่วง มังคุด กล้วย มะพร้าว หมากลองกอง เงาะ กาแฟ โกโก้ ขิง ดีปลี ว่านต่างๆ ต้นทองหลางซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว โดยแต่ละชนิดจะผสมผสานอยู่ในระบบ ชนิดใดที่ต้องการแสงแดดมาก พุ่มต้นไม่หนาทึบ เช่น หมากและมะพร้าวจะอยู่ส่วนบน ลดลงมาก็จะเป็นไม้ที่มีพุ่มต้นหนา เช่น มะม่วง ทุเรียน มังคุด กล้วย ฯลฯ ลดลงมาจากระดับกลางก็จะเป็นไม้ที่ตอ้งการร่มเงา เช่น กาแฟ โกโก้ ชา ฯลฯ ส่วนที่ต่ำลงมาอีกและต้องการแสงแดดไม่มาก เช่น ขิง ข่า ว่านต่างๆ
5. ระบบการปลูกพืชแบบราทูน(Ratoon Cropping) หมายถึง การใช้พืชที่สามารถจะยืดระยะเวลาของการให้ผลผลิตได้มากกว่าหนึ่งฤดูกาล โดยไม่ต้องมีการปลูกใหม่ ซึ่งโดยใช้วิธีการตัดให้เหลือตอซึ่งแตกกิ่งก้านและให้ผลได้ใหม่ เช่น ฝ้าย อ้อย ข้าวฟ่าง สับปะรด ละหุ่ง เป็นต้น
6. ระบบการปลูกแบบเกาะอาศัย(Parasitie Cropping) หมายถึง การปลูกพืชชนิดที่อาศัยในลักษณะของกาฝาก (parasitic) กับพืชยืนต้นอื่น โดยที่มนุษย์ได้ประโยชน์จากพืชทั้งสองชนิด หรือจากพืขกาฝากชนิดเดียว เช่น การปลูกพริกไทยบนต้นมะพร้าว , สะเดา, ยอป่า, สะตอ เป็นต้น นอกจากพริกไทยแล้วยังมีพืขเถาว์ชนิดอื่นๆ อีกจำนวนมาก เช่น ดีปลี, พลู, ถั่วฟักยาว, มะระ, กีวีฟรุต เป็นต้น
|
| |
หลักการแนวคิด และ วัตถุประสงค์
|
| |
พหุกสิกรรม มีหลักการแนวคิด และวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้คือ
ก. วัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ที่ดินซึ่งมีผลทำให้ผลผลิตและรายได้อันเนื่องมาจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
2. เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการเกษตรที่ทรุดโทรม ให้ฟื้นฟูกลับคืนดีขึ้น เช่น สภาพความเสื่อมโทรมของดิน สภาพความแห้งแล้งอันเกิดมาจากการลดลงของป่าไม้เป็นต้น
3. เพื่อเพิ่มเสถียรภาพ (stability) และความยั่งยืน (sustainnability) ของการผลิตซึ่งจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากด้านเศรษฐกิจและการเกษตรกรรม
4. เพื่อลดปัญหาความเสียหายอันเนื่องมาจากการทำลายของโรคและศัตรูพืช
5. เพื่อให้เกิดผลกระทบในทางเสริมสร้างระหว่างชนิดของพืชที่ปลูกร่วมอยู่ในระบบในการเพิ่มผลผลิตซึ่งกันและกันให้มากยิ่งขึ้น
ข. หลักการ
ในการที่ให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลของวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นนั้น จำเป็นจะต้องมีหลักการในการพิจารณาเป็นข้อมูลเบื้องต้นเสียก่อนดังนี้คือ
1. ชนิดและประเภทของพืชตลอดจนคุณสมบัติทางด้านกายภาพ ชีวภาพ เช่น ระบบราก ลักษณะทรงต้น ความต้องการธาตุอาหาร ความทนทานต่อความแห้งแล้ง ฯลฯ ของพืชแต่ละชนิดที่จะมาปลูกร่วมในระบบพหุกสิกรรมจะต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจให้ดีพอ ทั้งนี้เพราะผลกระทบของพืชแต่ละฃนิดที่จะมีต่อกันอาจจะเป็นไปในลักษณะของการแข่งขัน แทนที่จะเป็นการเสริมสร้างตามที่ต้องมีการศึกษาก่อนการที่จะมีการวางแผนและปฏิบัติการโดยมีหลักการพิจารณาดังต่อไปนี้คือ
1.1 ระบบรากพืชพืชหลักกับพืชที่ปลูกแซมควรมีระบบรากที่หยั่งลึกในดินต่างระดับกัน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแข่งขันการใช้ธาตุอาหาร และน้ำจากดินในบริเวณเดียวกัน โดยทั่วไปพืชแซมควรมีระบบรากที่ตื้นกว่าพืชหลัก เช่น พืชผักต่างๆ พืชตระกูลถั่วบางชนิด และพืชตระกูลมะเขือ เป็นต้น
นอกจากนี้ การยกย่องเพือปลูกพืชต่างชนิดกันอาจจะเป็นวิธีช่วยทำให้รากพืชไม่สามารถจะแย่งอาหารกันได้
1.2 อายุของพืชพืชหลักและพืชแซมควรมีอายุแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานในการเก็บเกี่ยวพร้อมกัน และจะทำให้พืชลดการแข่งขันแย่งธาตุอาหารในดินในช่วงเวลาเดียวกันได้อีกด้วย
1.3 ขนาดและลักษณะของทรงพุ่มต้นพืชหลักควรจะมีทรงพุ่มต้นที่ไม่บังแสงแดดต่อพืชแซมมากเกินไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชแซมด้วยว่า เป็นพืชที่ชอบแสงแดดมากน้อยเพียงใด พืชบางชนิดไม่ต้องการแสงจัดมาก แต่บางชนิดต้องการรับแสงเต็มที่ โดยปกติชาวสวนดั้งเดิมจะมีประสบการณ์ของการจัดระบบนี้ได้ดี เช่น การจัดให้หมากซึ่งมีลำต้นสูงพุ่มเล็กอยู่ในระดับสูงสุดของระบบพืชมะม่วง มะพร้าว ชมพู่ เงาะ ทุเรียน จะเป็นพืชในระดับกลาง พืชที่มีเถาเกาะต้นพืชอื่นๆ เช่น พลู พริกไทย ดีปลี ก็อาจจะปลูกกับต้นมะพร้าว หมาก หรือพืชยืนต้นอื่นโดยไม่จำเป็น
ต้องทำค้างให้เสียค่าใช้จ่ายในระดับต่ำลงมาก็จะปลูกพืชพวกที่ต้องการแสงน้อย เช่น กาแฟ โกโก้ สมุนไพรชนิดต่างๆ ซึ่งสามารถจะปลูกอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่พอมีแสงไม่มากเกินไป ต่ำกว่านั้นในบางส่วนอาจจะปลูกพืชประเภท ขิง ข่า กระชาย ตะไคร้ ตามริมร่องน้ำ เป็นต้น
1.4 พืชชนิดที่มีความเกื้อหนุนซึ่งกันและกันเช่น พืชตระกูลถั่ว ทั้งประเภทที่เป็นพืชยืนต้น เช่น ถั่วมะแฮะ แค กระถิน ทองหลาง ฯลฯ พืชล้มลุก เช่น พืชคลุมดินคาโลโปโกเนี่ยม เพอลาเรีย เซ็นโตรซีมา พืชเศรษฐกิจ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วแดง ฯลฯ พืชตระกูลถั่วนี้เมื่อปลูกเป็นพืชแซมจะช่วยตรึงไนโตรเจนให้กับพืชหลักช่วยแข่งขันกับวัชพืชที่จะมาแย่งอาหารกับพืชหลัก รวมทั้งให้อินทรียวัตถุเมื่อตายและเน่าเปื่อย ซึ่งจะช่วยอนุรักษ์ความชื้นในดินไม่ให้ถูกความร้อนจากแสงแดดเผาให้ระเหยไปเร็วกว่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืช
1.5 พืชแซมควรจะเป็นพืชที่ชอบร่มเงาโดยเฉพาะในระบบการปลูกพืชต่างระดับ เช่น กาแฟ โกโก้ พริกไทย พริก กะหล่ำปลี ถั่วลิสง ฯลฯ
2. วิธีปฏิบัติของการปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยวก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจไว้เป็นการล่วงหน้าว่าการปลูกนั้นจะใช้วิธีการหยอด หว่านเป็นแถว หว่านให้คลุมพื้นที่หรือโรยเป็นแถว ส่วนการดูแลรักษานั้นจะให้มีการกำจัดวัชพืช แมลงศัตรูพืชอย่างไรหรือไม่และโดยวิธีใดที่จะให้เหมาะสมที่สุด การเก็บเกี่ยวนั้นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากเช่น ระยะเวลาของการเก็บเกี่ยวนั้นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เช่น ระยะเวลาของการเก็บเกี่ยวพืขหนึ่งจะมีผลกระทบต่อการปลูกหรือ การดูแลรักษาอีกพืชหนึ่งหรือไม่ลักษณะและการเจริญเติบโตของพืชหนึ่งในช่วงของการเก็บเกี่ยว ของพืชอีกหนึ่งจะมีผลทำให้เกิดความยุ่งยากในการเก็บเกี่ยวหรือไม่
3. อายุและช่วงระยะเวลาของการปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยวของพืชแต่ละชนิดนั้นจะต้องมีความพอเหมาะต่อสภาพดินฟ้าอากาศตามฤดูกาลของแต่ละภูมิภาค พืชโดยทั่วไปและส่วนใหญ่ ต้องการฝนและความชื้นในดินที่เหมาะสม ในระยะการปลูกและระยะของการเจริญเติบโต แต่จะไม่ต้องการฝนในช่วงเก็บเกี่ยว ฉะนั้นการเลือกประเภทและชนิดของพืชที่อายุพอเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะหน้าฝน จะทำให้ระบบที่ได้เป็นระบบที่ให้ผลผลิต และกำไรสูงสุดต่อเกษตรกร เช่น การใช้พืชอายุสั้นในการปลูกก่อนข้าวโพด ในภาคกลางตอนบนเขตติดต่อกับภาคอีสานและภาคเหนือจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มและลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการปลูกข้าวโพดต้นฤดู ซึ่งมักจะมากระทบกับการขาดฝนในช่วงออกดอกและติดผักตอนกลางฤดู นอกจากนั้นการปลูกข้าวโพดปลายฤดูจะลดปัญหาอัฟฟ่าท๊อกซินได้อีกด้วย
|
| |
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบบพหุกกสิกรรม |
| |
1. ด้านความมีเสถียรภาพและความยืนยงของการผลิตและรายได้
การจัดระบบพหุกสิกรรมที่ดีนั้นจะต้องพิจารณาถึงการผลิตที่จะสร้างเสถึยรภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือนของเกษตรกรเป็นอันดับแรกว่าทำอย่างไรจึงจะให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคก่อนเป็นเบื้องต้นที่เหลือจึงจะขายเป็นรายได้ของครอบครัว หากกระทำได้ดังนี้ความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน ที่เกิดจากผลกระทบของระบบเศรษฐกิจ ที่มีความผันแปรและเป็นไปอย่างเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางก็จะกระเทือนต่อเกษตรกรน้อยลง
สำหรับในด้านของเสถียรภาพของการผลิตนั้น นอกจากการผลิตเพื่อการดำรงชีพดังที่กล่าวแล้ว การผลิตเพื่อขายเป็นรายได้นั้นจำเป็นจะต้องกระทำอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดการเสี่ยงทั้งที่เกิดจากการผลิตและราคา (Krismanoorthy (1980) และ Rao et : al. (1979) ได้เสนอผลของการวิจัยและพัฒนาระบบพุกสิกรรมที่มีความมั่นคงโดยใช้ค่าผันแปร (% ของสัมประสิทธิของการผันแปร) และโอกาส (probability) ของรายได้สุทธิที่ต่ำกว่าระดับปานกลางที่เกษตรกรควรจะได้รับ
|
| |
 |
รายได้สุทธิ % สัมประสิทธิของความผันแปร และโอกาสของรายได้ที่ต่ำกว่าระดับปานกลางประมาณ 1,400 บาท/ไร่
|
| |
ระบบพืช |
รายได้ รายได้สุทธิต่อไร่ |
& C.V. |
โอกาสของรายได้สุทธิที่ต่ำกว่า 1,400 บาท/ไร่ |
| |
ข้าวฟ่าง ถั่วมะแฮะ ข้าวฟ่าง + ถั่วมะแฮะ ข้าวโพด ถั่วเหลือ ข้าวโพด + ถั่วเหลือง
|
1,444 2,092 2,472 2,528 2,024 3,408 |
53 47 35 65 47 41 |
0.48 0.24 0.11 0.24 0.26 0.08
|
| |
ดัดแปลงจาก : Krismamoorthy (1980), Rao และคณะ (1979)
|
| |
ในด้านของความยั่งยืน (Sustianability) ของการผลิตนั้นระบบพหุกสิกรรมจะต้องคำนึงถึงระบบที่จัดขึ้นโดยใช้พืชที่ปลูกร่วมกันนั้นนอกจากจะให้ผลผลิตแล้วจะต้องมีผลต่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านของการสร้างสมดุลย์ (equilibrium) ให้เกิดขึ้นในกรณีดังกล่าวนี้ จะเป็นที่จะต้องมีความหลากหลาย (diversity) ของชนิดพืชให้มากพอและแต่ละชนิดจะต้องมีผลกระทบในทางเสริมสร้างซึ่งกันและกัน เช่น ในด้านของการสร้างธาตุอาหารของพืชตระกูลถั่ว ในด้านของการช่วยให้ร่มเงากับพืชที่ต้องการร่มเงาบางชนิดในด้านของการช่วยลดการระบาดของศัตรูพืชและโรคพืชประเด็นต่างๆ เหล่านี้ หากได้มีการพิจารณาจัดวางระบบที่เหมาะสมแล้วระบบการผลิตก็จะเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นั่นก็หมายถึงเกษตรกรก็จะมีความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการประกอบการเลี้ยงชีพลดน้อยลง ความมั่นคงของระดับความเป็นอยู่ก็จะเกิดขึ้น
2. ผลของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและดรรชนีของการวัด
ระบบพหุกสิกรรมสามารถทำให้การใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพขึ้นจากเดิมที่เคยมีการปลูกพืชเพียงอย่างเดียวดังที่กล่าวแล้วในตอนแรกโดยทั่วไปที่ได้ข้อมูลจากการทดสอบและทดลองในพื้นที่ต่างๆ พบว่าประสิทธิภาพของการใช้ที่ดินจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการปลูกพืชร่วมประมาณ 30-60 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพดังกล่าวนี้
|
| |
|
ถั่วเขียว
เมื่อปลูกเดี่ยวได้ผลผลิต = 120 กก./ไร่
เมื่อปลูกผสมกับข้าวโพดได้ผลผลิต = 80 กก./ไร่
อัตราส่วนปลูกร่วม/ปลูกเดี่ยว = 80/120
ข้าวโพดล
เมื่อปลูกเดี่ยวได้ผลผลิต = 500 กก./ไร่
เมื่อปลูกผสมกับถั่วเขียวได้ผลผลิต = 350 กก./ไร่
อัตราส่วนปลูกร่วม/ปลูกเดี่ยว = 350/500
ค่าประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน (LER) = 80/120+350/500 = 1.36
หมายถึงหากทำการปลูกเดี่ยวของพืชแต่ละชนิดในระบบจะต้องใช้พืนที่ 1.36 ไร่ เพื่อให้ได้ผลผลิตเท่ากับการปลูกพืชสองชนิดร่วมกันในพื้นที่ 1 ไร่
|
|
| |
คนอง (2532) ได้รายงานว่า มะพร้าว ซึ่งปลูกแซมด้วยโกโก้ และพริกไทยจะให้ผลมากขึ้นกว่ามะพร้าวที่ไม่ปลูกพืชแซม คือ ผลผลิตเฉลี่ย 5 ปี ก่อนปลูกแซม 534 ผล/ไร่/ปี แต่ภายหลังปลูกพืชแซมแล้วได้ผลผลิตเฉลี่ย 921.38 ผล/ไร่/ปี หรือเพิ่มมากขึ้นถึง 387.38 ผล/ไร่/ปี หรือเพิ่มขึ้น 72.54 % ในด้านรายได้เกษตรกรจะมีกำไรสุทธิจากพริกไทย และโกโก้อีกจำนวน 656.69 บาท/ไร่/ปี และ 3,615,000 บาท/ไร่/ปี ตามลำดับ รวมเป็นกำไรสุทธิทั้งสิ้น 5,156.42 บาท/ไร่ นอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชลงได้อีก เพราะพืชแซมช่วยแข่งขันกันวัชพืชลงได้อีก เพราะพืชแซมช่วยแข่งกันวัชพืชจนวัชพืชไม่สามารถจะงอกขึ้นได้คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดลงไปอีกไร่ละประมาณ 163 บาท/ไร่/ปี |
| |
 |
แสดงผลผลิต รายได้ กำไรสุทธิของมะพร้าวที่ปลูกแซมด้วยพริกไทย และโกโก้
|
| |
รายการ
|
มะพร้าว (ผล)
|
โกโก้ (ก.ก)
|
พริกไทย (ก.ก)
|
รวม
|
| |
ผลผลิต (ต่อไร่)
รายได้ (บาท/ไร่)
ค่าดูแลรักษา (บาท/ไร่)
ค่าเก็บเกี่ยว (บาท/ไร่)
กำไรสุทธิ (บาท/ไร่)
|
-
1,931.50
753.60
293.17
884.73
|
921.30
4,603.50
988.50
-
656.69
|
168.88
1,321.69
665.00
-
656.69
|
15.79
7,856.69
2,407.10
293.17
5,156.42
|
| |
ที่มา : คนอง (2532)
ไพโรจน์ และคณะ (2533) ได้รายงานว่าในท้องถิ่นอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นเขตเกษตรกรรมใช้น้ำฝนที่มีการกระจายค่อนข้างสม่ำเสมอ การปลูกพืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดหวาน และมันเทศ จะเพิ่มรายได้มากกว่าการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว สูงถึง 6,163 บาท/ไร่ หรือร้อยละ 475.54 ดังข้อมูลในตารางที่ 3
|
| |
 |
แสดงรายได้เหนือต้นทุนการผลิตที่เป็นเงินสดเฉลี่ยของแต่ละระบบในพื้นที่เป้าหมายทั้งสามตำบลคือ ตำบลแพรกหา ต.พนมวังก์ และ ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ปีการเพาะปลูก
|
| |
ระบบการปลูกพืช
|
รายได้เหนือต้นทุนการผลิตที่เป็นเงินสดรวม (บาท/ไร่)
|
รายได้เพิ่ม
|
% รายได้เพิ่ม
|
| |
ข้าว
ถั่วลิสง-ข้าว
ถั่วเขียว-ข้าวโพดหวาน-ข้าว
ถั่วเขียว-ข้าวโพดหวาน-ข้าว
ถั่วลิสง-มันเทศ-ข้าว
|
1,296
2,530
5,966
7,459
5,476
|
0
1,234
4,670
6,163
4,180
|
0
92.21
360.33
475.54
322.53
|
| |
ที่มา : ไพโรจน์ และคณะ (2533)
|
| |
 |
3. ผลกระทบที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ เกื้อกูลระหว่างพืชกับพืช
3.1 พืชตระกูลถั่วกับพืชข้างเคียงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งอยู่ไม่ต่ำกว่า 640 ชนิด สามารถจะตรึงไนโตรเจนให้แก่ดินที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิตกับพืชอื่น ที่ปลูกร่วมหรือตามหลังการปลูกพืชตระกูลถั่วทั้งนี้โดยคุณลักษณะที่มีปมราก (nodules) เป็นที่อยู่ของแบคทีเรียชนิดไรโซเบีย (Rhizobium) ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะสามารถ
|
| |
ตรึงเอาไนโตรเจน (N) ซึ่งมีอยู่มากมายในอากาศหรือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของอากาศบนผิวโลก Roskowski (1987) รายงานว่า ปริมาณของก๊าซไนโตรเจนมีมากถึงกว่า 1 ตันต่อพื้นที่ 1 ไร่
นอกจากพืชตระกูลถั่วซึ่งมีปมรากเป็นทีอาศัยของแบคทีเรียไรโซเปียแล้ว ยังมีจุลินทรีย์อื่นที่อยู่โดยลำพัง (free living organism) โดยไม่อาศัยพืช แต่ก็สามารถ
|
| |
ตรึงไนโตรเจนได้ เช่น สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวและเชื้อแอคติโนไมซีสบางชนิด อย่างไรก็ตามปริมาณของธาตุไนโตรเจนที่ได้จากการตรึงไนโตรเจนของจุลินทรีย์ที่อยู่ตามลำพังนี้มีปริมาณน้อยกว่าการตรึงโดยไดโซเบียมซึ่งอยู่ในปมรากของพืชตระกูลถั่วมาก นอกจากนี้ต้นไม้บางชนิดที่ไม่อยู่ในตระกูลก็สามารถจะตรึงไนโตรเจนได้ เช่น Alnus Casuarina และ Myrica เป็นต้น
|
| |
 |
พืชตระกูลถั่ว(legumes) นับว่าเป็นพืชที่เหมาะสมที่สุดต่อการปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดินลักษณะของ พืชก่อนหรือหลังการปลูกพืชประธาน ทั้งนี้เพราะมีคุณสมบัติค่อนข้างจะครบถ้วนตามต้องการคือ ให้ธาตุอาหารได้มาก โดยเฉพาะไนโตรเจน ปลูกง่าย อายุสั้น (ยกเว้นพืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชอายุยาวข้ามปี ) ส่วนต่างของลำต้น ใบ กิ่ง ก้าน จะเน่า เปื่อยได้ง่าย พืชตระกูลถั่วสามารถจะแยกออกได้ดังนี้ คือ
|
| |
1. พืชตระกูลถั่วอายุสั้นล้มลุก(annual) พืชพวกนี้มีอายุในระหว่าง 2-4 เดือน อาจจะ ปลูกเพื่อปรับปรุงดินเพียงอย่างเดียวโดยที่เมื่อปลูกจนมีดอกแล้วจะถูกสับให้เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว เช่น ปอเอง โสน ถั่วพร้า ถั่วแปบ หรืออาจจะปลูกเพื่อเป็นพืชอาหารและปรับปรุงดินไปในตัวพร้อมกันได้ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม เป็นต้น
|
| |
2. ตระกูลถั่วคลุมดินอายุยาวพืชพวกนี้มักจะใช้ปลูกระหว่างแถวในสวนยางพารา ส่วนผลไม้ สวนปาล์มน้ำมัน สวนมะพร้าว ฯลฯ การไถกลบพืชพวกนี้อาจจะทำได้ยากเพราะมีลักษณะเป็นเถาว์ ทำให้เกิดความยากลำบากในการไถกลบ แต่อย่างไรก็ตามการปลูกพืชพวกนี้ทิ้งไว้จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุให้เพิ่มมากขึ้น และจะช่วยป้องกันการชะล้างและการอัดแน่นของดินซึ่งเกิดจากฝนได้ดี ตัวอย่างพืชคลุมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น คาโลโบโกเนี่ยม เพอราเลีย เซ็นโตรซีมา ไมยราพไร้หนาม ฯลฯ เป็นต้น
3. พืชตระกูลถั่วชนิดพุ่มและไม้ยืนต้นพืชพวกนี้มักจะถูกปลูกไว้เพื่อปรับปรุงบำรุงดินแล้วยังได้ประโยชน์ในการบังลม บังแดด เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยง และเป็นแนวของเขตไร่นา พืชตระกูลพวกนี้ได้แก่ กระถิน แคฝรั่ง ถั่วมะแฮะ คราม ขี้เหล็ก
|
| |
 |
ปริมาณการตรึงไนโตรเจนที่เกิดขึ้นจากพืช และจุลินทรีย์ต่างๆ
|
| |
ชนิดและประเภทของจุลินทรีย์
|
ปริมาณไนโตรเจน กก./ไร่/ปี
|
| |
จุลินทรีย์ที่อยู่ตามลำพัง (Free living organism)
สาหร่ายสีน้ำเงินแถบเขียว
- อะโซโตแบคเตอร์
- Clostridium pasteurianum
- Gunnera
- แหนแดง
- ไลแค่น
พืชตระกูลถั่ว - ไรโซเปี่ยม
- ถั่วเหลือง
- ถั่วแปบ (cowpea)
- ถั่วโคลเวอร์ (colver)
- ถั่วอัลฟาลฟา (alfalfa)
- ถั่วลูปินส์
พืชที่ไม่ใช่ตระกูลถั่วซึ่งมีปมราก
- Alnus
- Hippophae
- Cenothus
- Chriaria
|
4.0
0.048
0.016-0.08
1.92-3.36
50.08
6.24-13.44
9.12-15.04
13.44
16.64-25.00
20.48-96.00
24.00-27.07
6.40-48.00
0.32-28.64
9.60
24.00
|
| |
ที่มา : ดัดแปลงจาก Stevenson (1982)
|
| |
|
ชนิดของพืชคลุมข้ามปีและพืชตระกูลถั่วกับค่าวิเคราะห์ธาตุอาหาร จากการปลูกที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
|
| |
ชนิดพืช |
อายุ (วัน) |
นน.ต้นสด |
เปอร์เซ็นต์ธาตุอาหาร |
|
ออกดอก |
เก็บเกี่ยว |
(กก./ไร่) |
N |
P |
K |
Ca |
ratio |
|
ไมยราพไร้หนาม
ทาวส์วิลสไตโล
เวอราไนสโลโล
เพอเรนเนียนสไตโล
คาโลโปโกเนียม
ถั่วลาย
เดสมอเนียม
ไซราโตร
คุดซู่
กระถิน
|
78
58
55
170
90
100
110
60
120
|
270
270
270
270
270
270
270
270
270
ตัดทุก 6 สัปดาห์
|
2,200
390
640
2,275
850
1,420
560
1,280
1,700
5,100
|
1.64
1.03
1.06
1.04
1.11
1.60
1.88
1.85
1.94
2.99
|
0.04
0.02
0.25
0.02
0.03
0.04
0.03
0.05
0.16
0.08
|
1.03
0.72
0.97
1.21
0.82
1.32
1.41
0.86
1.49
1.23
|
1.05
1.34
1.19
0.85
1.08
1.00
1.04
0.98
1.27
1.72
|
25
44
43
45
38
27
51
23
22
14
|
| |
ที่มา : ชินพันธุ์ และคณะ (2526)
|
| |
ได้มีการวิจัยและพัฒนาในเรื่องนี้มากพอที่จะยืนยันหลักการและข้อดีของพืชตระกูลถั่วในระบบพหุกสิกรรม Verapattannanirund, et al., (1988) ได้รายงานว่าการปลูกพืชตระกูลถั่วชนิด Stylosanthes hamata cv Verano ในระหว่างแถวของมันสำปะหลังโดยวิธีปฏิบัติต่างๆ เปรียบเทียบกับวิธีโดยทั่วไปที่เกษตรกรใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่าผลผลิตในแปลงที่ปลูกพืชตระกูลถั่วดังกล่าว ในระหว่างแถวมันสำปะหลังจะผลิตมันสำปะหลังสูงกว่าวิธีของเกษตรกรถึงไร่ละ 1.06 ต้น ดังปรากฎในตารางที่ 6
|
| |
 |
แสดงผลผลิตเป็นน้ำหนักตันต่อไร่ ของหัวมันและใบ รวมทั้งดรรชนีการเก็บเกี่ยวของมันสำปะหลังที่ปลูกโดยวิธีต่างๆ เปรียบเทียบกับการปลูกโดยมีพืชตระกูลถั่ว เวอราโนสลับระหว่างแถว (ฤดูปลูก 2530/2531)
|
| |
การปฏิบัติ |
น้ำหนักสด |
ดรรชนีการ |
| หัวมัน |
ใบ |
เก็บเกี่ยว |
ของเกษตรกรโดยทั่วไป
ไม่มีการไถพรวน + ยากำจัดวัชพืช
การไถพรวนเล็กน้อย + เวอราโน
การไถพรวนเล็กน้อย + เวอราโน + การตัดเวอราโนเป็นระยะ
|
2.65
3.21
2.25
3.71
|
2.20
2.67
3.36
4.19
|
0.54
0.55
0.40
0.47
|
| |
ที่มา : Verapatananirund, et al., 1988
|
| |
การปลูกพืชตระกูลถั่วอายุสั้นเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชเศรษฐกิจ จะทำให้พืชเศรษฐกิจมีผลผลิตสูงขึ้น เช่น รายได้ของโครงการพัฒนาเกษตรในเขตน้ำฝน (NERAD) ในปี 2525 - 2539 ที่จังหวัดศรีสะเกษ พบว่าการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ ภายหลังการปลูกถั่วพุ่ม (Cow pea) จะให้ผลผลิตและรายได้สูงกว่าที่ไม่มีการปลูกถึงประมาณ 79.68 เปอร์เซ็นต์ ดังปรากฏตามตารางที่ 7
|
| |
|
ผลผลิต รายได้ และกำไรจากการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ ภายหลังจากการปลูกถั่วพุ่ม เปรียบเทียบกับที่ไม่มีการปลูกถั่วพุ่มในท้องที่จังหวัดศรีสะเกษฤดูเพาะปลูกปี 2529
|
| |
การปฏิบัติ |
ผลผลิต (กก./ไร่) |
รายได้ (กก./ไร่) |
รายจ่าย(กก./ไร่) |
กำไร(กก./ไร่) |
| |
การปลูกถั่วพุ่ม
ไม่มีการปลูกถั่วพุ่ม
ผลต่าง
|
543
408
135
|
1,250
996
254
|
315
315
-
|
935
681
254
|
| |
ที่มา : โครงการพัฒนาการเกษตรในเขตน้ำฝน (NERAD) 2525 - 2529
หมายเหตุ: 1. จากผลการทดสอบจำนวน 18 แปลง ในท้องที่ 2 แห่ง
2. จากรายงานของโครงการพัฒนาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 2530
รายงานกรมการข้าว ปี 2503 ได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า การปลูกโสนชนิด Sesbania speciosa ก่อนข้าวภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะให้ผลผลิตสูงกว่าไม่ปลูกถึง 76.80 กิโลกรัมต่อไร่ และสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว 32.0 กิโลกรัมต่อไร่ดังรายละเอียดปรากฏในตารางที่ 8
|
| |
|
ผลผลิตข้าวที่ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในอัตรา N- P- K 0.32 - 0.64 ต่อไร่ เปรียบเทียบกับการปลูกโสนชนิด Sesbania speciosa เพียงอย่างเดียว ก่อนการปลูกข้าว และปลูกโสนดังกล่าว ตามด้วยการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
|
| |
ท้องที่ |
ผลผลิตเฉลี่ยในแปลงที่ ไม่มีการทำอะไร กก./ไร่ |
ผลผลิต กก./ไร่ |
| ใส่ปุ๋ยเคมี |
ปุ๋ยพืชสด |
ปุ๋ยพืชสด(ปุ๋ยเคมี) |
บางเขน
รังสิต
ดอยสะเก็ด
สุรินทร์
ชุมแพ
เฉลี่ย
|
448
256
384
208
304
320
|
512
288
416
256
352
364.80
|
496
320
464
288
416
396.80
|
608
400
528
384
480
480.00
|
| |
1. จากสมมุติฐานว่า ราคาข้าวตันละ 3,500 บาท ราคาปุ๋ยตันละ 4,500 บาท จะเปรียบเทียบกำไรที่แตกต่างกับของการใส่ปุ๋ยพืชสดร่วมกับการใช้ปุ๋ย ดังข้อ 2,3 และ 4
2. ปุ๋ยพืชสด ผลผลิตข้าวแตกต่างกับไม่ทำอะไรเลย 76.80 กิโลกรัม/ไร่ คิดเป็นต้น = 268.80 บาท/ไร่
3. ปุ๋ยพืชสด ผลผลิตข้าวแตกต่างกับใส่ปุ๋ยอย่างเดียว 73.00 กิโลกรัม/ไร่ คิดเป็นตัน = 112.00 บาท/ไร่ รวมกับค่าปุ๋ย 50 กิโลกรัมต่อไร่ มูลค่า 225 บาท /ไร่
4. ปุ๋ยพืชสด ผลผลิตแตกต่างกับใส่ปุ๋ยรวมกับปลูกปุ๋ยพืชสด = 83.20 กิโลกรัม/ไร่ คิดเป็นเงิน 291.20 บาท/ไร่ ถ้าหักค่าปุ๋ย 50 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นเงิน 225 บาท/ไร่ จำเป็นกำไรแตกต่างกัน 66 บาท/ไร่
จิรวัฒน์ (2533) ได้รายงานการปลูกโสนอัฟริกัน (Sesbania rostrata) ในการเพิ่มผลผลิตของข้าวในท้องที่จังหวัดอุบลราชธานีพบว่าในสภาพดินที่ขาดธาตุอาหาร และมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยปกติจะได้ผลผลิตข้าวเพียงประมาณ 55 วัน ราวพฤษภาคม - มิถุนายนก่อนการปักดำข้าวในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ผลผลิตข้าวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 47 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 21 แต่ในนาข้าวที่ดินดี ผลผลิตเดิมประมาณ 40 ถังต่อไร่ การปลูกโสนก่อนข้าวจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของผลผลิตที่ไม่มีการปลูกโสน และยังพบว่าการใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับการปลูกโสนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตข้าว
|
| |
|
ผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นจากการปลูกโสนอัฟริกัน (Sesbania rostrata) ในแหล่งการปลูกต่างๆ กันในท้องที่จังหวัดอุบลธาชธานีระหว่างปี 2532
|
| |
หมู่บ้าน |
ผลผลิตข้าว (กก./ไร่) ในการปลูก โสนก่อนข้าว |
ผลต่าง |
| ไม่ปลูก |
ปลูก |
จำนวนซ้ำ กก./ไร่  % |
บ้านคูขาด
บ้านแฮ้
บ้านหนองขอน |
221
406
352
|
260
425
338
|
17 47.70 21.58
9 27.88 6.87
9 24.88 7.06 |
| |
ที่มา : จีรวัฒน์ (2533) รายงานการปลูกโสนอัฟริกัน
หมายเหตุ: 1. พันธุ์ข้าว พันธุ์ กข. 6 ขาวดอกมะลิ
2. อายุโสนเฉลี่ย 55 วัน (Sesbania rostrata)
3. วันปักดำระหว่าง กรกฎาคม - สิงหาคม
นิชัย และรัศมี (2534) ได้รายงานว่า การปลูกถั่วเขียวพันธุ์อู่ทอง 1 ก่อนข้าวในท้องที่ อำเภอดอกคำใต้และแม่ใจ จังหวัดพะเยา ระหว่างปี 2529 -2531 จากจำนวนเกษตร 8 ราย พบว่า นอกจากชาวนาจะได้รับรายได้เพิ่มจากผลผลิตถั่วเขียว ประมาณ 400 บาท (ผลผลิต 123 กก./ไร่) แล้วผลผลิตข้าวยังเพิ่มขึ้นจาก 587 เป็น 674 กก./ไร่ ทีอำเภอแม่ใจ และเพิ่มจาก 527 เป็น 585 กก./ไร่ ที่อำเภอดอกคำใต้ หรือเพิ่มขึ้น 15 และ 11 % ตามลำดับ นอกจากนี้ยังสรุปผลจากการทดลองในเวลา 6 ปี ติดต่อกันถึงผลกระทบได้รับจากการปลูกถั่วเขียวก่อนว่า ทำให้อินทรีย์วัตถุในดินเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างขัดเจน
|
| |
|
เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์คุณสมบัติของดินที่ปลูกข้าวอย่างเดียว (ข) กับถั่วเขียว + ข้าว (ถ+ข) ติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี (2528 - 2533) ที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
|
|
รายการ |
นาลุ่ม |
| นาที่ต่ำ |
นาที่ราบปานกลาง |
นาที่ราบสูง |
| ข |
ถ+ข |
ข |
ถ+ข |
ข |
ถ+ข |
PH
ปริมาณอินทรีย์วัตถุ (%)
ฟอสฟอรัส (ppm)
โปแตช (ppm)
ลักษณะดิน |
4.43
1.45
4.00
37.50
เหนียว |
5.36
2.80
4.30
48.91
เหนียว |
4.34
1.87
3.55
68.00
เหนียว |
5.71
2.44
4.79
67.50
เหนียว |
4.85
1.34
2.714
35.00
ร่วนเหนียว |
5.85
2.83
7.20
52.96
เหนียว |
| |
ที่มา :นิสัย และรัศมี (2534) อ้างอิงจากข้อมูลโครงการศึกษาผลกระทบของระบบการทำฟาร์ม จังหวัดพะเยา
|
| |
3.2 กล้วยเป็นพืชพี่เลี้ยงของพืชข้างเคียง
กล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถให้รายได้และเป็นอาหารในระยะเวลาประมาณ 8-9 เดือน ภายหลังปลูก ลำต้น และราก สามารถจะเก็บน้ำไว้ได้ปริมาณมาก ฉะนั้นจึงเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี การปลูกกล้วยเป็นพืชให้ร่มเงา บังลม และให้ความชื้นแก่พืชข้างเคียงนอกจากจะทำให้พืชข้างเคีบงเติบโตเร็วแล้ว ยังมีเปอร์เซนต์ของการอดตายจากความแห้งแล้งในฤดูแล้งได้สูงอีกด้วย ทั้งนี้อาจจะด้วยเหตุผลที่กล้วยสามารถเก็บน้ำไว้ช่วยพืชที่ปลูกข้างเคียงในช่วงที่ขาดน้ำได้ดีฉะนั้นในปัจจบันเกษตรกรจำนวนมากที่ริเริ่มทำสวนผลไม้สวนยางพาราและไม้ใช้สอยโตเร็วจะทำการปลูกกล้วยเป็นพืชพี่เลี้ยงเป็นแถวไว้ล่วงหน้าประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นจึงทำการปลูกพืชไม้ผล ยางพาราหรือไม้ใข้สอยเติบโตเร็วมีความสำเร็จสูงกว่าที่ปลูกพืชดังกล่าวแบบพืชเดี่ยว ดังตัวอย่างเช่น
การปลูกยางพาราพันธุ์ PRIM 600 ระยะระหว่างต้นและแถว 9.0 x 2.5 เมตร แซมด้วยกล้วย (ปลูก 2 แถวห่างจากแถวยาง 2.0 เมตร และระหว่างต้น 2.5 เมตร) ในท้องที่อำเภอสนามไชยเขต จังหวัดฉะเชืงเทรา จะทำให้ต้นยางพาราเติบโตเร็วกว่าที่ปลูกแซมด้วยพืชตระกูลถั่ว
|
| |
|
การเปรียบเทียบความเจริญเติบโตของต้นยางพาราพันธุ์ PRIM ที่ปลูกแซมด้วยกล้วย และพืชคลุมตระกูลถั่วในระยะเรื่มปลูกจนถึง 1 ปี |
|
ปัจจัยเปรียบเทียบ |
ความเจริญเติบโตของยางพารา |
ผลต่าง |
| ปลูกแซมด้วยกล้วย |
ปลูกพืชคลุมตระกูลถั่ว |
เปอร์เซ็นต์การรอดตาย
เส้นวัดรอบต้น
ความสูงรอบต้น
จำนวนฉัตร |
89.53
2.16 ซ.ม.
2.35 ซ.ม.
7.8 |
29.79
1.15 ซ.ม.
0.90 ซ.ม.
5.9 |
57.79
1.01 ซ.ม.
1.01 ซ.ม.
1.9 |
| |
ที่มา :ไววิทย์ และคณะ (2532)
|
| |
3.3 พืชที่เป็นหลักให้พืชอื่นเกาะอาศัย
พืชบางชนิดที่ต้องการพืชอื่นเป็นที่เกาะอาศัย เพื่อการเจริญเติบโต เช่น พริกไทย ดีปลี พลู หางไกล ฯลฯ พืชพวกนี้ต้องการพืชอื่นที่ปลูกร่วม เช่น ต้นยอป่า ต้นทองหลาง มะพร้าว สะเดา ฯลฯ เพื่อเป็นที่เกาะอาศัย
3.4 พืชที่ให้ร่มเงาแก่พืชข้างเคียง
พืชจำนวนมากที่ไม่สามารถจะปลูกกลางแจ้งเป็นพืชเดียวได้ หรือถึงแม้จะปลูกได้ก็เติบโตไม่ดี พืชดังกล่าวนี้เป็นพืชที่ต้องการร่มเงา เช่น กาแฟ โกโก้ มังคุด ขิง ข่า ฯลฯ ฉะนั้นเกษตรกรมักจะทำการปลูกเป็นพืชแซมในสวนมะพร้าว สวนยางพารา สวนผลไม้ และในป่าไม้ธรรมชาติ
นายป๊ะหรน หมัดหลีเกษตรชาวไทยมุสลิม อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ได้ใช้หลักการของการอยู่ร่วมกันของพืช 3 ชนิด ปลูกในหลุมเดียวกัน โดยให้แต่ละพืชพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่น การปลูกสะตอ ทุเรียน และมังคุดในหลุมเดียวกัน ซึ่งพืชทั้ง 3 ชนิด จะเจริญเติบโตออกดอกผลอย่างอุดมสมบูรณ์
4. ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เศษเหลือ ของพืชที่ปลูกในระบบพหุกสิกรรม
เศษเหลือของพืชที่ปลูกอยู่ในระบบ เช่น ใบ กิ่ง ราก ลำต้น หากเกษตรกรไม่เผาทำลายแต่นำมาใช้เป็นวัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันแสงแดดและอนุรักษ์ความชื้นในดิน นอกจากจะเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินแล้ว ผลผลิตของพืชก็เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับสภาพของดินก็จะดีขึ้นด้วย ทำให้ความเสี่ยงต่อผลผลิตที่เสียหายของเกษตรกรลดน้อยลง ดังเช่นสำเนาและคณะ (ปี 2527) ได้รายงานผลการวิจัยและพัฒนาในช่วง 8 ฤดูกาลเพาะปลูกติดต่อกันโดยใช้เศษเหลือของพืช เช่น ฟางและหญ้าขจรจบในการคลุมดินระหว่างแถวของข้าวโพด พบว่าในการคลุมดินรวมกับการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะให้ผลผลิตสูงกว่าที่ไม่มีการปฏิบัติซึ่งนอกจากผลผลิตจะต่ำแล้ว ยังมีความแปรผันของปริมาณผลผลิตสูงมากซึ่งหมายถึงมีอัตราการเสี่ยงสูง ประสพและคณะ (ปี 2527) ได้ยืนยันผลการวิจัยและพัฒนาทีสอดคล้องกับผลงานของสำเนาและคณะด้วย โดยเน้นการแก้ปัญหาของดินที่มีส่วนประกอบของลูกรังสีน้ำตาลแดงในการผลิตผลพืช
Lal (1980) ได้รายงานให้เห็นความแตกต่าง ของการใช้เศษเหลือของพืชเพื่อเป็นวัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันความสูญเสียของหน้าดินอันเกิดขึ้นจากการชะล้างของฝน และการที่เศษพืชที่คลุมได้ช่วยอุ้มน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ให้ไหลบ่าไปโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อต้นพืช ซึ่งความแตกต่างนั้นจะเห็นชัดเจนว่าเมื่อไม่มีวัสดุคลุมดินเลย หน้าดินจะสูญเสียไปถึง 9.6 ตันต่อเฮกแตร์และเปอร์เซนต์การไหลบ่าของน้ำที่สูญเสียไปถึง 17.4 เปอร์เซนต์ แต่เมื่อมีการนำเอาเศษพืชมาคลุมดินก็จะช่วยลดการสูญเสียดังกล่าวได้จนถึงระดับที่ไม่เกิดการสูญเสียเลย ดังปรากฎในตารางที่ 12
|
| |
|
ผลของการใช้เศษพืชคลุมดินต่อการป้องกันการสูญเสียหน้าดินและน้ำในสภาพที่มีความลาดเอียง 10 เปอร์เซนต์ |
|
ปริมาณของเศษพืชคลุมดิน (ตัน/เฮกแตร์) |
การสูญเสียน้ำ (% ของน้ำฝน) |
การสูญเสียหน้าดิน (ตัน/เฮกเตอร์) |
0 2 4 6 12 |
17.4 10.0 3.5 1.2 0 |
9.6 2.3 0.5 0.1 0.0 |
| |
5. การลดความเสียหายที่เกิดจากแมลง ศัตรูพืชและวัชพืช
ในการปลูกพืชร่วมกันในลักษณะของระบบที่เหมาะสมนั้น จะมีผลในด้านของการสร้าง ความสมดุลย์ทางธรรมชาติให้เกิดขึ้น ทั้งนี้โดยการมีความหลากหลายของชนิดพืช (กรณีที่ปลูกพืชในลักษณะผสมผสาน) ซึ่งจะนำมาซึ่งความหลากหลายของชนิดของแมลงศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติ (nutural enemies) ที่ควบคุมศัตรูพืชให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิดการระบายได้เช่นเดียวกับความสมดุลย์ที่เกิดขึ้นในสภาพป่าธรรมชาติ
ในระบบการปลูกพืชร่วมเพียง 2-3 ชนิดผลกระทบทางด้านการลดการระบาดของศัตรูพืชจะเกิดขึ้นจากผลที่ได้รับโดยตรงจากคุณลักษณะพิเศษของพืชแต่ละชนิด ในการกำจัดหรือขับไล่แมลงไม่ให้เข้ามาทำลาย เช่น พืชบางชนิดอาจจะมีสาร ,กลิ่น , รสที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของแมลงที่เข้ามาใกล้ เมื่อนำพืชดังกล่าวไปปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจ ก็จะช่วยทำให้พืชเศรษฐกิจมีศัตรูมาทำลายน้อยลง เช่น การปลูกต้นดาวเรือง จะช่วยทำให้ปริมาณของไส้เดือนฝอยซึ่งเป็นศัตรูพืชลดลง ฉันทนี และคณะ (2526) รายงานว่าการปลูกถั่วเหลืองลดน้อยลง รายงานขององค์การวิจัยข้าวนานาชาติ ปี 1973 พบว่า การปลูกถั่วลิสงระหว่างแถวของข้าวโพดมีประชากรของ แมงมุม (Lycosa spp.) มาสร้างรังอาศัยในต้นและใบของถั่วลิสง และจะช่วยทำหน้าที่กำจัดหนอนเจาะลำต้นของข้าวโพดได้
Power (1988) รายงานว่า ประชากรของเพลี้ยจั๊กจั่น Dalbulus maidis Delong & Wolcot เกิดในปริมาณที่น้อยในแปลงที่ปลูกข้าวโพดที่มีความหลากหลายในสายพันธุ์เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ปลูกด้วยข้าวโพดพันธุ์เดียวทั้งนี้อธิบายว่าอุปนิสัยของการลงทำลายในพืชที่มีลักษณะพันธุ์กรรมหลากหลายนั้นมีผลทำให้แปลง ไม่สามารถจะเลือกพืชเป็นอาหารที่แมลงชอบได้ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์เดียวแต่ปลูกทั้งแปลงซึ่งแมลงสามารถจะใช้เป็นอาหารและขยายพันธุ์ได้ง่ายและจำนวนมาก
Browning และคณะ (1977) และ Wolfe et al (1980) ได้อธิบายถึงความสำคัญของความหลากหลายในพันธุ์กรรมของพืชที่ทำให้โรคพืชเกิดระบาดน้อยกว่าในการปลูกพืชที่มีพันธุ์เดียวในพื้นที่กว้างติดต่อกัน นอกจากนี้ Power (1980) ได้รวบรวมผลการค้นคว้าวิจัยจากแหล่งต่างๆ ที่ยีนยันว่า การปลูกพืชมากชนิดในระบบผสมผสานจะช่วยลดการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อวิสาได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจากแมลงพาหะนำโรควิสาจะเกิดขึ้นในแปลงผสมผสานน้อยกว่าในแปลงพืชเดี่ยว
|
| |
|
โรคพืชที่เกิดจากเชื้อวิสา (virus) พบเกิดระบาดน้อยในสภาพของการปลูกพืชผสมผสานเปรียบเทียบกับที่ปลูกพืชเดี่ยวซึ่งเกิดระบาดมาก |
|
ชนิดของโรคพืช |
พาหะของโรค |
เอกสารอ้างอิง |
โรคเหี่ยวของอัลฟัลฟ่า
โรคเหี่ยวของถั่ว
โรคเหี่ยวสีเหลืองของถั่ว
โรคเหี่ยวของบีท
โรคเหี่ยวของกะหล่ำดอก
โรคต้นเตี้ยของข้าวโพด
โรคเหี่ยวของแตงกวา
โรควิสาสีดอกกุหลาบของถั่วลิสง
โรคเหี่ยวของพริก
โรคใบเหี่ยวสีเหลืองของมะเขือเทศ
โรคเหี่ยวของเทอร์นิบ |
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยจักจั่น
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อน
เพลี้ยอ่อน
แมลงหวี่ขาว
เพลี้ยอ่อน |
Gibbs + Harrison 1976
Van Rheenan et al 1981
Corbett + Edwardson 1957
Hull, 1952
Broadbent, 1957
Pitre 1969
Pitre + Boyd. 1976
Power, 1987
Gibbs + Harrison 1976
Farrell, 1976
Simons, 1967
Al-Musa, 1982
Broadbent. 1957 |
| |
ที่มา :ดัดแปลงจาก A.Power (1990)
|
| |
ในด้านของวัชพืชนั้น เมื่อมีการปลูกพืชที่ต้องการในพื้นที่มากขึ้นโอกาสของการแข่งขันในด้านของพื้นที่ดิน แสงแดด และธาตุอาหารก็ย่อม มีมากขึ้น ฉะนั้นปริมาณของวัชพืชในพื้นที่ๆ มีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพโดยระบบพหุกสิกรรม ย่อมจะมีน้อยกว่าการปลูกพืชในระบบเอกกสิกรรม (monoculture) ผลการค้นคว้าและทดลองในด้านนี้ได้มีผู้กระทำไว้มากมายเพื่อพิสูจน์หลักการนี้ เข่น Banta and Harwood (1975) ได้ทำการเปรียบเทียบการปลูกข้าวโพดและถั่วเขียวในลักษณะของการปลูกเดี่ยวและปลูกร่วม พบว่านอกจากวัชพืขในพื้นที่แปลงจะลดลงอย่างมากแล้ว ผลผลิตของการปลูกร่วมของสองพืชยังสูงขึ้นอีกด้วย ข้อสังเกตุจากผลการวิจัยนี้
|
| |
|
ผลผลิตและผลตอบแทน (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) จากการปลูกร่วมในระบบของข้าวโพดและถั่วเขียว เปรียบเทียบกับการปลูกแบบเดี่ยว |
|
ระบบและแบบแผน |
ไม่จำกัดวัชพืช |
กำจัดวัชพืชโดย แรงงานคนด้วยฝีมือ |
ผลต่าง |
ผลผลิตข้าวโพด (ตัน/เฮกตาร์)
ข้าวโพดปลูกเดี่ยว
ข้าวโพดปลูกร่วมกับถั่วเขียว
ผลผลิตถั่วเขียว
ถั่วเขียวปลูกเดี่ยว
ถั่วเขียวปลูกร่วมกับข้าวโพด
ผลตอบแทนยังไม่หักค่าใช้จ่าย (ดอลล่าห์/เฮกตาร์)
ข้าวโพดปลูกเดี่ยว
ถั่วเขียวปลูกเดี่ยว
ข้าวโพดปลูกเดี่ยวร่วมกับถั่วเขียว
LER |
2.6
3.1
1.2
0.6
400
708
462
1.7 |
4.1
3.3
1.3
0.7
630
777
500
1.3 |
1.5
0.2
0.1
0.1
230
69
38
9 |
| |
แหล่งที่มา : IRRI (1973)
คัดจาก: Gomez (1983)
|
| |
สรุปดังนี้ คือ
1. ความแตกต่างระหว่างผลผลิตข้าวโพดในแปลงที่มีการกำจัดวัชพืชและไม่กำจัดวัชพืชสูงถึง 1.5 ตัน ซึ่งหมายถึงความสำคัญของวัชพืชที่ทำให้ผลผลิตพืชลดลง
2. เมื่อมีการปลูกถั่วเขียวร่วมในระบบความแตกต่างของผลผลิตของข้าวโพดจะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ระหว่างการกำจัดวัชพืชและไม่กำจัดวัชพืช คือ 0.2 ตัน เท่านั้นซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมื่อปลูกร่วมระหว่างแถวจะช่วยลดปัญหาของวัชพืชได้มาก นอกจากนี้จะเห็นว่า ผลผลิตข้าวโพดยังเพิ่มขึ้นจาก 2.6 ตัน เป็น 3.1 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการปลูกร่วมกับถั่วเขียวที่ทำให้ผลผลิตข้าวโพดสูงขึ้น
3. ในด้านการของผลตอบแทนก็เช่นกันความแตกต่างของผลตอบแทนของการปลูกข้าวโพดในลักษณะพืชเดี่ยวในแปลงที่กำจัดวัชพืช และไม่กำจัดวัชพืช จะมีความแตกต่างกันอย่างมากมายส่วนในพืชร่วมจะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
|
|
 |
 |
 |
|
|