ป่าไม้
     ป่าไม้" หมายถึง สังคมของสิ่งมีชีวิตที่เป็นพืชซึ่งขึ้นอยู่บนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอเพียงแก่การเจริญเติบโตของพืชเหล่านั้น โดยปกติป่าไม้หมายถึง สังคมของต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของคนมากกว่าที่จะหมายถึงพืชเล็กๆ ชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ดีพืชเล็กๆ ชนิดต่างๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าแต่อย่างใด ความหมายที่กว้างๆ ของป่าไม้จึงครอบคลุมถึงพืชทุกชนิดที่ขึ้นอยู่บนพื้นดินด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ด้วย เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา แมลง สัตว์ป่าชนิดต่างๆ เป็นต้น และสิ่งไม่มีชีวิต ซี่งเป็นองค์ประกอบของพื้นดินด้วย เช่น แม่น้ำ ภูเขา ทิวทัศน์ที่สวยงามซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วเน่าเปื่อยทับถมกันอยู่ในพื้นดินนั้น
          องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของป่าไม้ คือ ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่า ซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญมากอยู่อย่างหนึ่งคือ สามารถสังเคราะห์อินทรียสารขึ้นมาได้จากคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ น้ำ และแร่ธาตุจากดินโดยใช้แสงแดดเป็นพลังงานในการสังเคราะห์อินทรียสารนั้น อินทรียสารที่เกิดมาจากขบวนการสังเคราะห์แสงนั้นเราเรียกว่า คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ซึ่งเป็นสารอาหารขั้นต้นที่สิ่งมีชีวิตอย่างอื่นๆ ทุกชนิดในโลก (ที่สร้างอาหารไม่ได้ด้วยตัวเอง) ได้อาศัย เป็นอาหารสำหรับดำรงชีวิตทั้งในทางตรงและทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่นคนกินพืชผักและผลไม้เป็นอาหาร ซึ่งได้สารคาร์โบไฮเดรตโดยตรงจากพืช หรือคนกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารได้สารคาร์โบไฮเดรตที่สังเคราะห์เป็นอาหารที่ซับซ้อนไปแล้วโดยทางออ้ม เนื่องจากสัตว์ที่เรากินเนื้อนั้นก็ได้อาหารมาจากพืชโดยการกินหญ้านั่นเองสรุปได้ว่าสารอินทรีย์ที่สังเคราะห์ได้จากพืชจึงมีความสำคัญมาก ถ้าขาดพืชและการสังเคราะห์แสงเสียแล้วสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นๆ ในโลกโดยมากจะดำรงอยู่ไม่ได้
          จากที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าพืชหรือสัตว์เกิดขึ้นมาและเกี่ยวข้องอยู่กับการทำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุถ่าน (คาร์บอน-Carbon) ที่มีอยู่ใน
โลกนั่นเอง ตัวการที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุ Carbon ในโลกได้อย่างตลอดไป ก็คือพืชนั่นเองเป็นส่วนใหญ่ด้วยการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (ซึ่งมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ) ในอากาศมาทับถมกันหรือถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ซึ่งทำให้ธาตุคาร์บอนหมุนเวียนกลับไปสู่อากาศได้อีกในที่สุด จึงเห็นได้ว่าพืชโดยเฉพาะต้นไม้จึงเกิดมีขึ้นได้ตลอดไปเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่หมดสิ้นตราบเท่าที่วงจรของธาตุถ่านในโลกนี้ไม่ถูกทำให้หยุดชะงักลงไป
ความสัมพันธ์ของพืชชนิดต่างๆ ในป่า
          สังคมของพืชในป่ามีลักษณะคล้ายๆ สังคมของมนุษย์ในเมือง กล่าวคือ มีการแก่งแย่งแข่งขันกัน (Competition) เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดมีการทดแทน (Succession) เพื่อดำรงพืชพันธุ์ของตนเอง และมีการพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้ได้ประโยชน์เอื้ออำนวยต่อกันมากยิ่งขึ้นความรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพืชและสังคมของพืชในป่าตลอดจนสิ่งแวดล้อมของพืชแต่ละชนิดนั้นเราเรียกว่า นิเวศวิทยา (Ecology) ซึ่งสามารถอธิบายให้ทราบถึงความเป็นไปในสังคมของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในป่าได้เป็นอย่างดี
          โดยเหตุที่ป่าไม้ประกอบด้วยต้นไม้และพืชชนิดต่างๆ ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่สังคมพืชทำให้เกิดป่าไม้ประเภทต่างๆ กันซึ่งเป็นไปตามแรงผลักดันของธรรมชาติแทบทั้งหมด เนื่องจากเหตุปัจจัยตามธรรมชาติในแต่ละพื้นที่มีแตกต่างกันทำให้เกิดป่าไม้ประเภทต่างๆ แบ่งออกได้อย่างกว้างๆ คือ
          1. ป่าเขตร้อน (Tropical Forest)
          2. ป่าเขตอบอุ่นเหนือและใต้ (Northern & Souther Temperate Forests)
          3. ป่าเขตหนาว (Arctic, Alpine Tundra)
          สาเหตุที่ทำให้เกิดประเภทป่าชนิดต่างๆ แตกต่างกันออกไปนั้น ได้แก่ อิทธิพลของธรรมชาติและมนุษย์ ซึ่งสามารถแยกออกเป็นปัจจัยอย่างกว้างๆ ได้ดังต่อไปนี้
          1. ความชื้นในบรรยากาศและปริมาณน้ำฝนที่ตกลงบนพื้นที่ป่าดงดิบในเขตร้อน (Tropical Evergreen Forest) มักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีความชุ่มชื้นสูง และมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณนั้นเป็นปริมาณสูงและสม่ำเสมอตลอดฤดูกาล ตรงข้ามกับพื้นที่ซึ่งแห้งแล้งและมีปริมาณฝนตกน้อย สภาพของป่าอาจเป็นทุ่งหญ้าหรือทะเลทรายซึ่งไม่สามารถให้พันธุ์พืชแบบป่าดงดิบได้
          2. อุณหภูมิของอากาศ ต้นไม้แต่ละชนิดสามารถขึ้นและเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิระดับที่พอเหมาะ อากาศที่หนาวเย็นมากเกินไปหรือร้อนเกินไปจะทำให้ต้นไม้บางชนิดขึ้นอยู่ไม่ได้ดังนั้นระดับของอุณหภูมิในอากาศจึงเป็นปัจจัยชนิดหนึ่งที่กำหนดบังคับชนิดของพืชที่จะขึ้นอยู่ในพื้นที่แต่ละแห่ง เช่น ในแถบขั้วโลกซึ่งมีอากาศหนาวมาก ต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ไม่ได้มีแต่พืชเล็กๆ และตะไคร่น้ำซึ่งสามารถทนทานอากาศหนาวเท่านั้นขึ้นอยู่ ทำให้เกิดการแบ่งเขตของป่าประเภทต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น คือ ป่าเขตหนาว เขตอบอุ่นหรือเขตรอ้นซึ่งมีพืชที่ขึ้นอยู่ในป่าแตกต่างกันมาก
          3. ช่วงเวลาของฤดูกาลต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งมีช่วงฤดูแล้งที่ยาวนานกว่าฤดูฝน พืชที่สามารถขึ้นอยู่ได้ก็มีจำนวน
น้อยและมักเป็นพืชขนาดเล็กที่สามารถขึ้นอยู่ได้ก็มีจำนวนน้อยและมักเป็นพืชชนิดเล็กๆ ซึ่งทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี เช่น หญ้า หรือ ต้นตะบองเพชร ส่วนต้นไม้ใหญ่ๆ ต้องการความชุ่มชื้นมาก จึงต้องขึ้นอยู่ในบริเวณที่มีช่วงฤดูฝนยาวนานกว่าช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ช่วงฤดูกาลที่ไม่สม่ำเสมอกันในรอบหลายๆ ปี ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพของป่าได้เช่นเดียวกัน
          4. แสงสว่าง (ช่วงเวลากลางวันและกลางคืน) ต้นไม้ก็มีลักษณะประจำตัวคล้ายๆ นิสัยของมนุษย์ซึ่งแตกต่างกันออกไปนั่นเองต้นไม้บางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่มีแสงสว่างมาก บางชนิดเจริญได้ดีในที่มีแสงสว่างน้อย พืชบางชนิดดำรงวงจรชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ในพื้นที่ซึ่งมีเวลากลางวันเท่าๆ กับเวลากลางคืน ถ้าหากเรานำไปปลูกในพื้นที่ซึ่งมีเวลากลางวันเท่าๆ กับเวลากลางคืน ถ้าหากเรานำไปปลูกในพื้นที่ซึ่งมีเวลากลางวันยาวกว่าเวลากลางคืน พืชชนิดนั้นอาจเจริญเติบโตไม่ได้ดีหรือไม่สามารถให้ดอกเพื่อการดำรงพันธุ์ต่อไปได้ ปัจจัยนี้จึงเป็นตัวการสำคัญที่กำหนดประเภทของป่าได้เช่นกัน
          5. การแข่งแย่งแข่งขันกันในสังคมพืชต้นไม้ใหญ่บางชนิดต้องการแสงสว่างมาก ซึ่งในขณะที่ยังเป็นลูกไม้เล็กๆ อยู่ ถ้าหากมีต้นไม้อื่นขึ้นอยู่เบียดเสียดหนาแน่น ลูกไม้ของต้นไม้ชนิดนั้นก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ทำให้ต้นไม้ชนิดนั้นถูกกำจัดออกไปจากป่านั้น การแก่งแย่งแข่งขันกันระหว่างพืชด้วยกัน แต่เมื่อมีมากขึ้นก็เป็นตัวการที่ทำให้สภาพของป่าเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย
          6. ลักษณะของดิน ถ้าเปรียบว่าอาหารคือสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ ดินก็คือสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมใช่ เพราะพืชได้น้ำและแร่ธาตุในดินไปใช้ในปรุงอาหาร นอกจากนี้ยังใช้พื้นดินเป็นที่อยู่และเป็นฐานสำหรับค้ำจุนลำต้นให้ตั้งอยู่ได้ ลักษณะของดินที่แตกต่างกันออกไปจึงมีผลทำให้เกิดพืชหลายชนิดแตกต่างกันออกไปเจริญงอกงามอยู่ในพื้นที่นั้น
          7. ความสูงต่ำของพื้นที่ (Topography) ความรู้ในเรื่องภูมิอากาศบอกให้เราทราบว่าทุกๆ ระดับ 100 เมตร ที่สูงขึ้นจากน้ำทะเลอุณหภูมิจะลดลง 1 องศาเซลเซียสโดยประมาณในบริเวณเขตร้อนของโลก ดังนั้นเราจึงอาจจพบว่าภูเขาที่สูงมากๆ ในเขตร้อนที่มีหิมะปกคลุมตามยอดเขาได้ทำให้เกิดสภาพป่าที่แตกต่างกันไปตามระดับสูงต่ำของพื้นดินอันเนื่องจากอุณหภูมิของอากาศและความกดดันของอากาศที่น้อยลง
          8. ลักษณะของภูมิประเทศ พื้นที่บางแห่งมีความลาดชันสูงมาก ต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ไม่ได้บางแห่งเป็นทะเลทราย หรือเป็นภูเขาไฟ ซึ่งเป็นสภาพที่เสี่ยงอันตรายต่อการดำรงชีวิตของพืชและบางแห่งเป็นน้ำขังตลอดปี ลักษณะของภูมิประเทศเช่นนี้ ก็เป็นตัวกำหนดสภาพของป่าให้แตกต่างกันไปได้ ยกตัวอย่างเช่นป่าพรุมีพื้นที่ซึ่งมีน้ำขังริมฝั่งทะเลเป็นสภาพที่เหมาะแก่พืช ซึ่งชอบน้ำเป็นต้น
          9. การเข้าเกี่ยวข้องของมนุษย์หรือสัตว์ในปัจจุบันนี้เราพบว่า ความสามารถของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติมีมากขึ้น เนื่องจากวิทยาการสมัยใหม่เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่เป็นการประหลาดที่จะกล่าวว่า มนุษย์สามารถเปลี่ยนสภาพป่าบางแห่งให้กลายเป็นไร่ร้างหรือทุ่งหญ้าได้ในระยะเวลาอันสั้น นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงที่มนุษย์นำมาใช้งานก็อาจแทะเล็มลูกไม้อ่อนๆ ให้หมดไปได้ เป็นต้น
ป่าในเขตร้อน (Tropical Forest)
          สังคมของพืชในเขตร้อน คือสังคมพืชที่มีพืชมากชนิดที่สุด ความเจริญสูงสุดและมีความสลับซับซ้อนในแง่การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตมากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นสังคมที่ถูกทำลายให้สูญหายไปได้ง่ายที่สุดอีกด้วยประกอบด้วยป่าชนิดต่างๆ คือ
          1. ป่าไม้ประเภทไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)
               1.1 ป่าดงดิบ (Tropical Rain Forest)
                    - ป่าดงดิบชื้น (Moist Evergreen Forest)
                    - ป่าดงดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)
                    - ป่าดงดิบเขา (Hill Evergreen Forest)
               1.2 ป่าสนเขา (Pine Forest)
               1.3 ป่าโกงกาง (Mangrove Forest)
               1.4 ป่าชายหาด (Beach Forest)
               1.5 ป่าพรุ (Swamp Forest of Marshland)
          2. ป่าไม้ประเภทผลัดใบ (Deciduous Forest)
               2.1 ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)
               2.2 ป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest)
               2.3 ทุ่งหญ้า (Savannah or Grassland)
               2.4 ป่าเขาหินปูน (Limestone Forest)
ปัญหาที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ป่าไม้
และ
ข้อเสนอและในการแก้ไขปัญหา
          ประโยชน์ที่มนุษย์ได้จากป่านั้นมีมากมาย แยกออกเป็น 2 ประเภทกว้างๆ ได้คือ
          1. ประโยชน์ที่ได้จากป่าไม้โดยตรงเช่น ได้เนื้อไม้ใช้สร้างอาคารบ้านเรือนใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ อำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์กระดาษ ไม้ขีดไฟ ตลอดจนถึงไม้จิ้มฟัน ได้ผลิตผลจากป่าสำหรับทำเครื่องนุ่งห่ม เช่น ใยพืชทำยารักษาโรค เช่น ควินิน หรือทำเครื่องสำอางค์ นอกจากนี้ยังใช้เศษเหลือจากผลิตผลในทางต่างๆ เช่น ทำสี ทำฟืน และอื่นๆ อีกมากมาย
          2. ประโยชน์ที่ได้จากป่าไม้โดยทางอ้อม ได้แก่ การเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร การป้องกันลมพายุและน้ำท่วม การเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งการเป็นที่ให้การศึกษาทางความรู้ในทางวิทยาศาสตร์จากตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่มีอยู่ในป่าตลอดจนถึงการรักษาสมดุลของธรรมชาติ
          โดยเหตุที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากป่าไม้มากมายดังกล่าวพอสังเขปนี้ จึงมักมีการขัดแย้งกันมากระหว่างการใช้ประโยชน์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องการความละเอียดรอบคอบ และมองการณ์ไกลโดยยึดถือการรักษาสมดุลของธรรมชาติเป็นหลักในการแก้ไขดังที่กล่าวแล้วในตอนต้นนั่นคือ การรักษาวงจรของคาร์บอนให้ดำเนินไปได้อย่างพอเหมาะสมดุลนั่นเอง
สาเหตุสำคัญ
ของ
วิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย
          1. การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ตัวการของ ปัญหานี้ คือนายทุนพ่อค้าไม้ เจ้าของโรงเลื่อย เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ ผู้รับสัมปทานทำไม้และชาวบ้านทั่วไป ซึ่งทำการตัดไม้เพื่อเอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมายปริมาณป่าไม้ที่ถูกทำลายนี้นับวันจะเพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้ไม้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน เครื่องมือ เครื่องใช้ในการเกษตรกรรม เครื่องเรือนและถ่านในการหุงต้ม เป็นต้น
          2. การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบครอง ที่ดิน เมื่อประชากรเพื่มสูงขึ้น ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินก็อยู่สูงขึ้น เป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ ป่าไม้ แผ้วถางป่า หรือเผาป่า ทำไร่เลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุน ที่ดินที่จ้างวานให้ราษฎร เข้าไปทำลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป
แนวทางในการแก้ไขปัญหา
          รัฐบาลได้ดำเนินการกำหนดนโยบายและมาตราการที่สำคัญด้านป่าไม้ไว้ดังนี้ คือ
          1. การกำหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ให้มีการกำหนดแนวทางการจัดการและการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาย กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ อย่างน้อยในอัตราร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ
          2. การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ โดยการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับงานปลูกป่า งานสงวนป่า งานบำรุงป่า งานอุทยานแห่งชาติ งานสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า งานป้องกันรักษาป่า งานจัดการลุ่มน้ำ และโครงการพัฒนาป่าไม้ด้านต่างๆ
          3. การกำหนดชั้นคุณภาพของลุ่มน้ำซึ่งเป็นการวางแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดในเขตลุ่มน้ำ โดยการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ตามปัจจัยของสภาพทางกายภาพของพื้นที่ และกำหนดมาตราการการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกันเพื่อประโยชน์ทั้งการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสืบไป
 
[ น้ำ ]  [ ดิน ]  [ ป่าไม้ ]  [ อนุรักษ์ป่า ]  [ พืชเกษตร
[
สัตว์ป่า ]  [ พลังงาน ]  [ แร่ธาตุ
[ ปะการัง
 
[ คุณภาพสิ่งแวดล้อมและชีวิต ]  [ ความเข้าใจสิ่งแวดล้อม ]  [ ระบบนิเวศ
[ ทรัพยากรธรรมชาติ ]  [ ปัญหาสิ่งแวดล้อม



  ©  Copyright 1999-2001 Dr. Pariwat, All Rights Reserved
Design By นางสาว สาริณี จุฑาภูวดล และ นางสาวสุภาพร ญาณสูตร
  Last Update  
  วันพฤหัสบดี ที่ 29 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2544
Time - 16 : 35 : 21