สูตร ๘-๓-๑ เส้นทางสร้างคนดี มีปัญญา ต้านยาเสพติด

อยู่อย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

 

๘ คือ มรรค ๘

 

มรรค ว่าโดยองค์ประกอบ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เรียกเต็มว่าอริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่าทาง มีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ

 

๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบคือเห็นอริยสัจ ๔, เห็นชอบตามคลองธรรมว่าทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว มารดาบิดามี(คือมีคุณความดีควรแก่ฐานะหนึ่งที่เรียกว่ามารดาบิดา) ฯลฯ, เห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าขันธ์๕ (รูป, เวทนา, สัญญา,สังขาร, วิญญาณ)ไม่เที่ยงเป็นต้น

 

๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ ๑. เนกขัมมสังกัปปะ ดำริจะออกจากกามหรือปลอดจากโลภะ ๒.อัพยาปาทสังกัปปะ ดำริในอันไม่พยาบาท ๓. อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริในอันไม่เบียดเบียน

 

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔  (วจีทุจริต ประพฤติชั่วด้วยวาจา,ประพฤติชั่วทางวาจามี ๔ อย่างคือ

๑. มุสาวาท           พูดเท็จ

๒. ปิสุณาวาจา       พูดส่อเสียด

๓. ผรุสวาจา          พูดคำหยาบ

๔. สัมผัปปลาป      พูดเพ้อเจ้อ

๔. สัมมากัมมันตะ   ทำการชอบ )

 

๔. สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ หรือการงานชอบ ได้แก่ การกระทำที่เว้นจากความประพฤติชั่วทางกายสามอย่างคือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม คือ เว้นจากกายทุจริต ๓ (กายทุจริต ประพฤติชั่วด้วยกาย,ประพฤติชั่วทางกายมี ๓ อย่างคือ

๑. ปาณาติบาต       ฆ่าสัตว์

๒. อทินนาทาน      ลักทรัพย์

๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม )

 

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบคือเว้นจากเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด เช่น โกงเขา หลอกลวง สอพลอ บีบบังคับขู่เข็ญ ค้าคน ค้ายาเสพติด ค้ายาพิษ เป็นต้น

 

๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบคือเพียรในที่ ๔ สถาน มี ๔ อย่างคือ

๑. สังวรปธาน        เพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น

๒. ปหานปธาน       เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว

๓. ภาวนาปธาน      เพียรเจริญทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

๔. อนุรักขนาปธาน  เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไปและให้เพิ่ม ไพบูลย์

 

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบคือระลึกใน สติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐาน ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ, ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง, การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมันไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี ๔ อย่างคือ

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน     การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต

๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน      การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม; เรียกสั้นๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม

 

๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือสมาธิที่เจริญตามแนวของ ฌาณ ๔  คือ

- ปฐมฌาน ฌาณที่๑ มีองค์ ๕ คือวิตก (ความตรึก) วิจาร (ตรอง) ปีติ (ความอิ่มใจ)สุข (ความสบายใจ) เอกัคคตา (ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)

- ทุติยฌาน ฌานที่๒ มีองค์ ๓ ละวิตกวิจารได้ คงมีแต่ ปีติ สุข อันเกิดแต่สมาธิกับเอกัคคตา

- ตติยฌาน ฌานที่๓ มีองค์ ๒ ละปีติเสียได้ คงอยู่แต่สุข กับ เอกัคคตา

- จตุตถฌาน ฌานที่๔ มีองค์ ๒ ละสุขเสียได้ มีแต่อุเบกขากับเอกัคคตา

 

๓ คือไตรสิกขา

 

ไตรสิกขา สิกขาสาม, ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษา ๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เรียกกันง่าย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

 

ศีล ความประพฤติดีทางกายและวาจา,การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย,ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ,ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ;มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่าย

 

สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น,ความตั้งมั่นแห่งจิต, การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน, การมีจิตกำหนดแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

 

ปัญญา ความรู้ทั่ว,ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผลดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ, ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง

 

๑ คือเมตตา

 

เมตตา ความรัก,ความปรารถนาให้เขามีความสุข, แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า (ข้อ ๑ ในพรหมวิหาร ๔, ข้อ ๒ ในอารักขกรรมฐาน ๔)

การแผ่เมตตา คือ การตั้งจิตปรารถนาดี ขอให้ผู้อื่นมีความสุข

คำแผ่เมตตาที่ใช้เป็นหลักว่า สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ แปลว่า ขอสัตว์ทั้งหลาย, (ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน) หมดทั้งสิ้น, (จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด), อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, (จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด), อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย,(จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด), อย่าได้มีทุกข์กายทุกข์ใจเลย, จงมีความสุขกายสุขใจ, รักษาตน(ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น) เถิด. (ข้อความในวงเล็บเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาในคำแปลเป็นไทย)

ผู้เจริญเมตตาธรรมอยู่เสมอ จนจิตมั่นในเมตตา มีเมตตาเป็นคุณสมบัติประจำใจจะได้รับอานิสงส์ คือผลดี ๑๑ ประการ คือ

๑. หลับก็เป็นสุข

๒. ตื่นก็เป็นสุข

๓. ไม่ฝันร้าย

๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย

๖. เทวดาย่อมรักษา

๗. ไม่ต้องภัยจากไฟ ยาพิษหรือศัสตราอาวุธ

๘. จิตเป็นสมาธิง่าย

๙. สีหน้าผ่องใส

๑๐. เมื่อจะตาย ใจก็สงบ ไม่หลงใหลไร้สติ

๑๑. ถ้ายังไม่บรรลุคุณพิเศษที่สูงกว่าย่อมเข้าถึงพรหมโลก

-----------------------

คัดรายละเอียดจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์   http://202.44.204.76/buddhism/dict.htm

 

Back