ชนวัว

 
ชนวัวเป็นกีฬาพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอย่างหนึ่งของชาวภาคใต้ โดยการคัดเลือกเอาวัวที่มีคุณลักษณะและเหมาะสมมาชนกันในสถานที่ที่กำหนด และมีกติกาชัดเจนจนถึงขั้นแพ้ชนะในที่สุด เป็นกีฬาที่ให้ทั้งความสนุกสนาน ตื่นเต้น และความประทับใจแก่ผู้ชม จึงเป็นที่นิยมของชาวภาคใต้ทั่วไป ตลอดจนชาวภาคอื่นหรือชาวต่างชาติที่ได้มาเห็นและสนใจกีฬาชนิดนี้ ในประเทศอื่นบางประเทศ เช่น ประเทศโคลัมเบีย (ในอเมริการกลาง) ก็นิยมกีฬาประเภทนี้เหมือนกัน แต่ในประเทศไทยเฉพาะในภาคใต้เท่านั้นที่นิยมการชนวัวกันแพร่หลายมาช้านานจนถึงปัจจุบัน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการชนวัวเป็นกีฬาที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของภาคใต้
 
มีผู้รู้บางท่านให้ความเห็นว่า ชาวไทยภาคใต้น่าจะได้กีฬาประเภทนี้มาจากพวกโปรตุเกส คือในสมัยพระเจ้าเอมมานูเอล แห่งโปรตุเกสได้แต่งฑูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับไทย ในปี พ.ศ. ๒๐๖๑ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์นี้ได้ทรงอนุญาติให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าขายในเมืองไทย ซึ่งเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาค้าขายกับไทยโดยทางเรือและให้ทำการค้าขายใน 4 เมือง คือ กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และ มะริด นอกจากทำการค้าขายแล้ว ชาวโปรตุเกสบางพวกยังได้เผยแพร่ขนบธรรมเนียมไว้หลายอย่าง เช่นการติดตลาดนัด การทำเครื่องถม และการชนวัว เป็นต้น
 
ในระยะแรกของการชนวัว เชื่อว่าคงเอาวัวมาชนกันเล่นเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาได้มีการพนันขันต่อกันด้วยตามวิสัยของมนุษยชาติ กีฬาชนวัวจึงได้กลายมาเป็นการพนันประเภทหนึ่งขึ้นด้วยเหตุนี้ เมื่อเป็นกีฬาที่มีการพนันแทรกเข้ามาโดยมีการได้เสียกันป็นเงินเรือนหมื่นเรือนแสนทางราชการก็จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมการเล่นประเภทนี้ให้เป็นไปตามกฏหมายของบ้านเมืองเพื่อป้องกันมิให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยใด ๆ ขึ้น โดยจัดให้มีบ่อนชนวัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย เรียกว่า “สนามชนโค” (โดยทางราชการได้กำหนดให้ขออนุญาตในการตั้งบ่อนและขออนุญาตทุกครั้งที่จะจัดให้มีการชนวัว หรือเรียกกันอย่างสามัญว่า “บ่อนชนวัว” หรือ “บ่อนวัวชน” และเพื่อขจัดความยุติธรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับกีฬาชนวัวดังกล่าว ทางสนามชนวัวจึงได้ทำกติกาสำหรับกีฬานี้โดยตรงขึ้น โดยให้ใช้เหมือน ๆ กัน เกือบทุกแห่งในเวลาต่อมา
 
การชนวัว มักจัดให้มีขึ้นในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานเทศกาลสารทเดือนสิบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หรืองานเฉลิมพระชนมพรรษา (งานฉลองรัฐธรรมนูญเดิม) ที่จังหวัดตรัง เป็นต้น ในช่วงปกติจะชนได้เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น โดยกำหนด ให้ชนได้ในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ สัปดาห์ใดสัปดาห์หนึ่งของเดือน แต่ถ้าวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ที่กำหนดไว้นั้นตรงกับวันธรรมสวนะก็ต้องเลื่อนไปชนกันในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์อื่นในปัจจุบันจังหวัดในภาคใต้นิยมกีฬาประเภทนี้กันมาก คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรังสงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส ในบางอำเภอของจังหวัดกระบี่ และที่อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้กีฬาวัวชนยังได้แพร่หลายขึ้นไปทางจังหวัดทางภาคเหนือบางจังหวัด คือ จังหวัดตาก กำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก แต่ก็ไม่นิยมกันจริงจังเหมือนในจังหวัดภาคใต้
 
การชนวัวในจังหวัดทางภาคใต้นั้น ส่วนมากจะไม่จัดให้ตรงกันคือหมุนเวียนกันชนในจังหวัดหรืออำเภอ หรืออำเภอใกล้ๆ กัน เช่น บ่อนหนึ่งชนวันเสาร์ อีกบ่อนหนึ่งชนวันอาทิตย์ หรืออาจจะจัดให้ชนกันแห่งละสัปดาห์ของเดือนหนึ่งๆ ก็มี ทั้งนี้เพื่อให้นักเลงวัวชนได้มีโอกาสได้เล่นพนันกันอย่างทั่วถึง อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเลงวัวชนในจังหวัดภาคใต้ได้รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นส่วนมาก
 
วัวที่ใช้ชนเรียกว่า วัวชน นั้นต้องเป็นพันธุ์วัวชนโดยเฉพาะถึงจะดี วัวใช้งานธรรมดา หรือวัวเนื้อไม่ค่อยจะนิยมใช้เป็นวัวชนกันนัก วัวชนต้องเป็นวัวตัวผู้ อายุระหว่าง 4-6 ปี ซึ่งเรียกว่า “ถึก” อันเป็นระยะเวลาของอายุเหมาะที่จะชน ถ้าไม่แพ้หลายครั้ง หรือเสียวัวเสียก่อนก็อาจจะชนได้ถึงอายุ 14-15 ปี
วัวชนที่ดีต้องมีคุณสมบัติบางอย่างในการต่อสู้ คือต้องมีน้ำใจทรหดอดทน มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีไหวพริบหรือชั้นเชิงในการชนที่ดี ที่เรียกกันว่า “ชนดี ใจดี แรงดี” กับต้องมีลักษณะที่ดีอื่น ๆ อีกหลายอย่างตามความเชื่อ เท่าที่มีผู้กล่าวไว้ในอดีตอาจจะประมวลมากล่าวเฉพาะที่สำคัญได้ดังนี้

ลักษณะของวัวชน

 
ตาม "ตำราดูลักษณะโค" ซึ่งนายพร้อม รัตโนภาศ เป็นผู้รวบรวมจากหนังสือบุด หรือสมุดข่อยที่พบในจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้พิมพ์ในหนังสืองานเดือนสิบประจำปีของจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2477 กล่าวถึงลักษณะของวัวทั่วไปและลักษณะของวัวชนไว้ว่า วัวหรือโคจะดีจะชั่วจะเป็นโภคทรัพย์สิริมงคลหรืออัปรีย์จัญไร ท่านโบราณาจารย์กล่าวว่ามีลักษณะที่จะพึงสังเกตได้อยู่ 3 ประการ คือ ขวัญ สี หรือชาติพันธุ์และเขา
 
1. ขวัญวัว ลักษณะของขวัญที่เป็นอยู่ตามตัววัวนั้นท่านบรรยายไว้ดังนี้ คือ
1.1 ขวัญที่เรียกว่า “ขวัญเดิม” คือเป็นขวัญอยู่ตรงหน้าผาก ขวัญนี้ไม่ดีไม่ชั่ว
1.2 ขวัญที่เรียกว่า “สูบสมุทร” นั้นอยู่เบื้องบนและตรงกับจมูก (แต่ไม่ถึงหน้าผาก) ขวัญนี้ท่านว่าร้ายนัก วัวตัวใดมีขวัญชนิดนี้ท่านห้ามมิให้เลี้ยงรักษา จะนำความเดือนร้อนมาให้
1.3 ขวัญที่อยุ่ตรงขากรรไกรนั้นดีควรเลี้ยงไว้
1.4 ขวัญที่เรียกว่า “ทูนเพลิง” คืออยู่ใต้ตา วัวซึ่งมีขวัญชนิดนี้ท่านว่าร้านนักประดุจไฟ ตำราห้ามมิให้แสวงหามาเลี้ยง
1.5 ขวัญที่เรียกว่า “คาบแก้ว” คือขวัญที่อยู่ใต้คางวัวซึ่งมีขวัญชนิดนี้ท่านว่าดี นัก เลี้ยงไว้ไม่มีโทษเลย
1.6 ขวัญที่เรียกว่า “ทูนข้าวปลา” คืออยู่ระหว่างเขาทั้งสอง วัวซึ่งมีขวัญชนิด นี้คืออยู่ระหว่างหางพาดกับทวาร ขวัญนี้ดีจะสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพย์ศฤงคาร
 




1.7 ขวัญที่เป็นอยู่ตรงกับที่ครอบแอกไถนั้น ท่านว่า เป็นวัวยอดเยี่ยมของชาวนาควรรักษาไว
1.8 ขวัญที่เรียกว่า “จอมปราสาท” คือขวัญที่อยู่บนจอมหนอก ขวัญชนิดนี้ ท่านว่าดีมาก ใครเลี้ยงวัวหรือโคที่มีขวัญชนิดนี้ ผู้คนจะรักใคร่นับถือและ เมตตากรุณา
1.9 ขวัญที่เรียกว่า “พกหมาก” คือขวัญที่เป็นอยู่ตรงตอนท้ายของหนอก ขวัญนี้ไม่ดีแต่ไม่ร้าย
1.10 ขวัญที่เรียกว่า “แท่นพระยา” คือขวัญซึ่งอยู่บนสันหลังตรงกับที่สำหรับขี่ ขวัญนี้ท่านว่าดีพอประมาณ
1.11 ขวัญที่เรียกว่า “ก้นออมรั่ว” คือขวัญทีเป็นอยู่ตรงที่ที่วัดตั้งแต่ปลายหนอกลงไป 1 ศอก 1 คืบ ขวัญนี้ท่านว่าไม่ดี
1.12 ขวัญซึ่งเป็นอยู่ข้างพุงนั้น ท่านว่าไม่ดีไม่ร้าย
1.13 ขวัญที่เรียกว่า “ปัดขะจาย” คือขวัญที่อยู่ตรงกับร่องหลังค่อนไปทางหางและหางนั้นปัดถึง ขวัญชนิดนี้ท่านว่าร้ายนัก
  1.15 ขวัญที่เรียกว่า “สำเภาพัง” คือขวัญที่เป็นอยู่ที่หัวขาหลัง ขวัญนี้ร้ายนัก ทำให้อายุสั้น และเสื่อมทรัพย์สมบัติ


1.16 ขวัญที่อยู่ตรงกับที่รับอุจจาระ ไม่ดีดุจกัน
คืออยู่ระหว่างหางพาดกับทวาร ขวัญนี้ดีจะสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพย์ศฤงคาร
1.17 ขวัญที่เรียกว่า “ปัดหล่อม” อยู่ในวงหางเมื่อเวลาปัดหางหรือสะบัดหาง คือถัดจากขวัญที่เรียกว่า “ปัดขะจาย” เข้ามาขวัญนี้ดีพอประมาณ
1.18 ขวัญที่เรียกว่า “สำเภารั่ว” คือขวัญทที่อยู่ตรงปลายลึงค์ ขวัญชนิดนี้ร้ายนักประดุจกับสำเภาที่รั่วน้ำ ทรัพย์สมบัติจะอันตรธานหายไปโดยมิรู้ตัว
1.19 ขวัญที่เรียกว่า “สำเภาในอู่” คือขวัญที่อยู่โคนลึงค์ ขวัญนี้แต่ไม่รวยทรัพย
1.20 ขวัญที่อยู่ที่แข้งดีจะคุ้มกันทรัพย์สมบัติมิให้เสื่อมสูญ
1.21 ขวัญที่เรียกว่า “ปราบทวีป” คือขวัญที่อยู่ใต้กีบขวัญขวัญนี้อุดมไปด้วยทรัพย์สมบัต
1.22 ขวัญที่เรียกว่า “ขุมทอง” คือขวัญที่เป็นอยู่โคนกีบไม่ว่าหน้า หลัง ขวาหรือซ้าย ท่านว่าดีนัก
 




ลักษณะของขวัญสำหรับวัวชน มีดังน
1. ขวัญตรงหัวใจ และตรงกระดูกสันหลังดีมาก
2. ขวัญที่เท้าทั้งสี่ หรือแต่เพียง 2 เท้าเรียกว่า “ จำตรวน” ดีมาก
3. ขวัญที่อยู่บนจอมหนอกที่เรียกว่า “จอมปราสาท” ดีมาก
4. ขวัญที่อยู่ตรงโคนหูทั้งสองและติดกับขา ดีมาก
5. ขวัญที่อยู่ตรงกลางหลัง และเวียนก้นหอย ดีมาก
6. ขวัญที่หน้าแข้งดี ถ้ามีทั้ง 4 แข้ง ดีเลิศ
7. ขวัญที่อยู่โคนกีบที่เรียกว่า “ขุมทอง” นั้นดีเลิศ
8. ขวัญที่อยู่ใต้กีบที่เรียกว่า “ปราบทวีป” นั้นดีเลิศ เช่นกัน
อนึ่ง วัวตัวใดที่มีขวัญกระหนาลึงค์ทั้ง 2 ข้าง บางตำราท่านว่าเป็นวัวที่ดุร้ายมากเลี้ยงไม่เชื่องมัก “ทอควาญ” (ขวิดควาญหรือคนเลี้ยง)
 



สีวัวชน หรือ ชาติพันธุ์วัวชน สีหรือชาติพันธุ์ของวัวชน หรือโคชนที่เป็นศุภลักษณะ มีดังนี้

2.1 ชาติวัวศุภราช เป็นวัวสีแดงเหมือนแสงเพลิงที่รุ่งโรจน์ แต่มีรอยด่างขาวตั้งแต่โคนหางตลอดถึงตา รอยด่างขาวนั้นจะปรากฏอยู่บริเวณเท้าททั้งสี่ หาง หนอก หน้า ดังคำกล่าว ที่คล้องจองว่า “ตีนด่าง หางดอก หนอกพาดผ้า หน้าใบโพ” สำหรับหน้าใบโพนั้นชาวบ้านเรียกว่า “หน้าโพ” และถ้าให้ถูกลักษณะจริง ๆ ต้องเป็นใบโพยอดขึ้น ถ้ายอดลงถือว่าไม่ดี

 


ชาติวัวศุภราชนับเป็นวัวที่มีลักษณะดีเลิศ ท่านกล่าว่าถ้าใครเลี้ยไว้จะได้เป็นเศรษฐีมั่งคั่งไปด้วยทรัพย์ศฤงคารและข้าทาส ท่านว่าให้ปลูกโรงยกพื้นขึ้นสูง 1 ศอก 1 คืบ เก็บไว้ใน โรงวัวนี้ด้วย วัวศุภราชนี้ตำรากล่าวว่าชนะวัวทั้งหลาย อนึ่งวัวลายใดทั่วไปที่ไม่ใช่ชาติวัวศุภราชจะไม่เป็นที่นิยมใช้เป็นวัวชน เพราะถือว่า “วัวลายควายขาว” ย่อมใจเสาะ
 

2.2 ชาติวัวนิลเพชร คือเป็นวัวสีตัวดำนิล ดำเป็นมัน) ทั้งตัว คือ ขา เล็บ ตา ดำหมด เชื่อกันว่าน้ำมูตรดำในบางวันด้วย วัวนิลเพชรตำรากล่าว่า ชนะวัวสีโหนด วัวสีดำหรือที่เรียกว่า “นิล” นี้มีหลายชนิดคือ “นิลดุกด้าง” หรือดำดุกด้าง คือวัวสีดำที่มีสีตรงกลางตัวจาง ๆ หรือดำไม่สนิท คือ ดำอมแดง เหมือนสีปลาดุกด้างนั่นเอง
 


นอกจากนี้ยังมีวัวสีอื่น ๆ ที่จัดอยู่ในจำพวกสีดำได้แก่“สีหมอก” หรือ “สีขี้เมฆ” สีเทาที่ค่อนข้างไปทางขาว “สีเขียว” หรือ “กะเลียว” เป็นสีเขียวอมดำ (เช่นวัวเขียวไฟ แห่งอำเภอปาพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในอดีต) เป็นสีวัวที่หายาก
 


2.3 ชาติวัวโหนดหัวแดง เป็นวัวที่มีสีตัวดังนี้คือ ที่หน้าผากหรือที่เรียกว่า หน้าหัว” มีสีแดง (น้ำตาลปนแดง) หรือสีเหลือง คอสีดำ กลางตัวแดง เหมือนสีที่ผาก ส่วนที่ท่อนท้ายของลำตัววัวโหนดหัวแดงนี้ตามตำรากล่าวไว้ว่าชนะวัวบัณฑ์น้ำข้าว วัวโหนดที่นิยมเป็นวัวชนได้แก่
 



โหนดร่องมด” คือ ร่องกลางหลังมีสีแดงหรือเหลืองดังทางเดินหรือแถวของมดคันไฟ
โหมดคอหม้อ” บางทีเรียกว่า “คอหม้อ” หรือ “คอดำ” คือ หัวดำ คอดำ กลางตัวสีน้ำตาลไหม้ ส่วนท้ายของลำตัวสีดำที่เรียกว่า “คอหม้อ” เพราะที่คอสีดำเหมือนก้นหม้อดินที่ใช้แล้วนั่นเอง
“โหนดหัวดำ” สีตัวส่วนอื่น ๆ เหมือนโหนดหัวแดงเว้นเฉพาะที่หน้าผากเป็นสีดำ
สีโหนด เป็นสีของวัวสีหนึ่งที่มีในภาคใต้โดยเรียกสีชนิดนี้จากการเทียบของลูกตาลโตนดสุก
 


อนึ่ง วัวสีโหนดตัวใดที่มีข้อเท้าขาว ทั้ง4 เท้า บางแห่งก็จะเรียกว่า “สีลางสาด” 2.4 ชาติวัวบิณฑ์น้ำข้าว เป็นวัวสีขาวดุจสีน้ำข้าว หรือสีสังข์ตลอดทั้งตัว แม้แต่สีเขาและเล็บก็จะเป็นสีขาวด้วย วัวสีบิณฑ์น้ำข้าวนี้ท่านว่าชนะวัวสีแดง วัวสี
ขาวมีหลายชนิดแต่ที่นิยมเป็นวัวชน ได้แก่ วัวสีบิณฑ์น้ำข้าวดังกล่าวแล้วนอกจากนั้นก็มีสีขาวชนิดอื่น เช่น
 



"ขาวลางสาด" คือสีขาวทั้งตัวที่เหมือนสีเปลือกผลลางสาดหรืออาจจะมีสีขาวเฉพาะตรงกลางตัว ส่วนที่หัว คอ และส่วนท้ายสีดำก็เรียก “ลางสาด” เช่นกัน ฉะนั้น “วัวสีลางสาด” หรือ “วัวลางสาด” มี 3 จำพวก คือ 1.มีสีขาวเหมือนสีเปลือกผลลางสาดทั้งตัว เรียกว่า “ลางสาด”
2. มีสีขาวเหมือนสีเปลือกผลลางสาดเฉพาะกลางตัวส่วนที่คอ และส่วนท้ายดำหมด เรียกว่า “ลางสาดหัวดำ”
3. วัวสีโหนดทุกชนิดที่มีสีตรงข้อเท้าลงมาเป็นสีขาว หมดทั้ง 4 เท้า เรียกว่า “ลางสาดตีนขาว”
ส่วนวัวสีขาวบางชนิดที่ตำรามิให้ใช้เป็นวัวชน คือ”ขาวชี หรือ “ขาวเผือก” คือ วัวที่มีสีตัวเป็นสีขาวใส
 



2.5 ชาติวัวแดงหงส์ เป็นวัวสีแดงสะอาด คือแดงไม่เข้ม หรือไม่จางจนเกินไป วัวชนิดนี้จะมีสีแดงตลอดทั้งตัวแม้แต่สีเขาและเล็บก็เป็นสีแดง
วัวสีแดงชนิดอื่น ๆ ทีนิยมรองลงมาได้แก่
“ดงไฟ” คือ สีแดงเหมือนเปลวพลิง แดงเข้มกว่า แดงหงส์เล็กน้อย
“แดงพังพอน” คือ สีแดงอย่างสีพังพอน
“แดงลั่นดา” คือสีแดงเหมือนสีกุ้งแห้ง หรือสีออกแดงจัดจนเป็นกำมะหยี่ แต่จมูกขาว หรือลาย
 



กล่าวกันว่า วัวสีแดงลั่นดา ชนเดิมพันมากแล้วมักจะไม่ชนะคู่ต่อสู้ แต่ถ้าชนเดิมพันน้อยก็แพ้ยาก ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวในหมู่นัเลงชนวัวเป็นทำนองเดียวเตือนใจเอาไว้ว่า “วัวลั่นดา ปลาโดงแดง อย่าแทงมาก” แต่ถ้าเป็นวัวสีแดงลั่นดาหางดอก (ขนหางสีขาวแซมสีอื่น) ที่เรียกตามภาษานักเลงชนวัวว่า “ผ้าร้ายห่อทอง” กลับเป็นวัวมีลักษณะดี
 



อนึ่ง วัวชนที่มีลักษณะไม่ดี เช่น หางสั้นมากจนผิดปกติ หรือหางยาวมากเกินไป 1 เขากางมาก 1 เป็นวัวหลังโกง 1 เหล่านี้ล้วน เป็นลักษณะที่ไม่ดีทั้งสิ้น แต่ถ้า 3 ลักษณะ ดังกล่าวมารวมอยู่ในวัวตัวเดียวกัน คือ “เขากาง หางเกิน หลังโกง” ก็กลับถือว่าเป็นลักษณะที่ดี เช่น วัวแดงไพรวัลย์ วัวชนที่มีชื่อในอดีตก็มีลักษณะเช่นนี้
 



สำหรับ “วัวลาย” แม้ในตำราห้าม แต่ก็มีลักษณะอื่น ๆ ดีก็อาจจะเป็นวัวชนที่ดีได้เช่นกัน ฉะนั้น ปัจจุบันจึงมีวัวลายที่ใช้เป็นวัวชนอยู่บ้าง สีลาย หรือลาย หมายถึงสีที่ตามลำตัวหรือส่วนอื่น ๆ จะเป็นสีอะไรก็ได้ แต่ต้องมีสีขาวปน จึงจะเรียกว่า “ลาย”
 



นอกจากนี้ก็มีลักษณะสีพิเศษอย่างอื่นอีกเช่น “หน้าโพ” “หน้าจุด” บางทีก็เรียกว่า “หัวกัว” (คือหัวมีจุดคล้ายหัวปลาหัวตะกั่ว) “หน้าปิ้ง” (คือหน้าโพนั่นเอง แต่เป็นหน้าโพที่ไม่อยู่ในความนิยม คือเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานขึ้นหรือเอายอดลงล่างคล้ายจะปิ้ง) ส่วนหน้าโพที่อยู่ในความนิยมมักจะเอายอดเหลี่ยมขึ้นบ้างบน ซึ่งเป็นลักษณะสีที่หายากมาก และเป็นส่วนหนึ่งของลักษณะวัวชาติศุภราชดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
 



“แซม” หมายถึง มีขนสีขาวแซมขนสีอื่นที่เป็นพื้นสีส่วนมากพื้นสีมักจะเป็นสีดำหรือนิล เรียกว่า “นิลแซม” เช่น วัวนิลแซมใจสิงห์ ของนายอรุณ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัด นราธิวาส
“ดาว” หมายถึง มีขนสีขาวเป็นจุด ๆ ประอยู่ตามตัวส่วนใด ส่วนหนึ่งหรือทั้งตัวของวัวที่มีพื้นสีขนเป็นสีอื่น แต่ส่วนมากมักเป็นสีแดง เช่น วัวดาวประกาย ของนายบ่าว บ้านทานพอ อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
“ดอก” หมายถึง วังหางดอก คือวัวที่มีสีขนหางขาวหรือสีขนหางขาวแซมสีอื่น ส่วนสีตัววัวนั้นจะเป็นสีอะไรก็ได้บางที
 



สีหรือชาติพันธุ์ของวัวที่เป็นโทษหรืออัปมงคลมีลักษณะดังนี้
1. กจะเพลิง คือวัวที่มีสีดำ (แต่ไม่เป็นมัน) ลิ้นแดง หรือวัวสีตัวแดงแต่ลิ้นดำหรือวัวสีตัวขาวแต่ลิ้นดำ วัวดังกล่าวท่านว่าอุบาทว์นัก ใครเลี้ยงไว้จะทำให้เสียสง่าราศี ทรัพย์สมบัติ จะวินาศฉิบหาย
2. เปลวเพลิง คือ วัวสีแดง แต่มีรอยด่างทั่วไปทั้งตัวทั้งหางก็เป็นดอกด้วย วัวสีดังกล่าว ท่านว่าชั่วนัก ห้ามมิให้เสาะแสวงหามาเลี้ยงรักษา จะให้โทษด้วยประการต่าง ๆ
3. วัวสีลายดั่งลายเสือ และมีรอยด่างทั้งตัว วัวสีดังกล่าวนี้ท่านว่าอุบาทว์ยิ่งกว่าวัวชาติพันธุ์ใด ๆ ท่านห้ามมิให้เลี้ยงรักษาโดยเด็จขาด แม้แต่ขนของวัวชนิดนี้ก็ห้ามมิให้ตกในบริเวณบ้าน
 



3. เขา เขาของวัวชนมักนิยมเขาใหญ่ คือโคนเขาใหญ่ ลำเขาใหญ่ และเขาเป็นมันแววปลายเขาแหลมตามธรรมชาติเพราะถือว่าเขาเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ต้องไม่หักได้ง่าย ๆ เป็นอันขาด เขาวัวชนเรียกกันว่า “ยอด” ซึ่งกล่าวกันว่า ถ้ายอดเสีย (เขาแตก เขาหัก) หรือเสียยอด (เขาสั้น ไม่แหลมคม ไม่เข้าเป้าของคู่ต่อสู้) แล้วจะไม่ชนะคู่ต่อสู้
 



3.1 โคนเขาเป็นเงาและแววออกสีเหลือง ข้างปลายนั้นแดงดุจสีมณี ท่านว่าดีนัก อยู่ที่ใคร บ่มีโทษภัย มีแต่สุขสบาย
3.2 เขาใดมีสีดำนิลท่านว่าดีนัก ควรสืบแสวงหามาไว้แม้ยากจนก็จะกลับมั่งคั่งขึ้นในเร็ววัน ท่านตีราคาเขานี้ไว้ 9 ชั่งทอง
 



3.3 เขาใดมีราศีเป็นอยู่ข้างท้อง (ข้างท้องเขานั้น) อยู่ที่ใครท่านว่าจะจำเริญสุขสวัสดิ์ ไม่ขัดสนจนทรัพย์ ทรัพย์สมบัติ จะไหลมาเทมาจนกระทั่งเป็นเศรษฐี ผู้คนไปมานับหน้าถือตาภัยอันเกิดแต่เจ้านายไม่มี
3.4 เขาใดมีสีปลอด วงปลายเอาไว้รอบ คือปลายเขามีสีเดียวกันเช่น สีขาวสีเดียว ท่านว่าเขานี้ดีนัก ท่านตีราคาไว้ถึง 10 ชั่งทอง ควรจะเป็นของพระมหากษัตริย์จึงจะควร
3.5 ถ้าเขาใดสันธานสีเหมือนดอกชบาแดงตอนปลายเป็นสีเหลือง เขาชนิดนี้ท่านสรรเสริญว่าดีมาก ควรจะเป็นของท้าวพระยาจึงจะควร
3.6 ถ้าเขาใดมีสีเป็นเงาดั่งน้ำข้าวปลายเขานั้นมีสีเหลืองท่านว่าดีนักควรเสาะแสวงหามาไว้ จะเป็นสวัสดิมงคลทรัพย์สมบัติจะเนืองนองมาอย่างน้ำไหล
3.7 ถ้าเขาใดเป็นรูปเทพสิงหรหรือภควัม ท่านว่าดีนักมีตบะเดชะคุ้มกันภยันตรายได้ทุกประการ แม้จะออกศึกสงครามมีอาวุธมาดั่งห่าฝนก็ไม้ต้องตัว เพราะเขาวัวนี้คุ้มกันได้
3.8 ถ้าเขาใดมีสีเหมือนผิวไม้ไผ่สีสุกแก่ล้อมอยู่รอบข้าง ดีมาก เขาชนิดนี้ควรอยู่แก่พระมหากษัตริย์ จึงจะควร
3.9 เขาใดมีสีเหลืองเหมือนน้ำค้างในตอนดึก ดีนักจะอุดมไปด้วยแก้วเหวนเงินทอง จะมียศฐาบรรดาศักดิ์
 



3.10 เขาใดมีเสี้ยนตาลผุดขึ้นทั้งเขาก็ดี หรือเป็นเสี้ยนแต่ที่ปลายก็ดี ท่านว่าดีนัก ใครเอาไว้จะได้รับความมั่งคั่งในทรัพย์สิน
3.11 ถ้าเขาใดมีสีเขียว สีดำ เป็นลำดับขึ้นไป และมีสีเหลืองรับอยู่ข้างปลาย ดีนัก จะมีลาภยศอันพึงพอใจ ท่านตีราคาไว้ 10 ชั่งทอง
3.12 เขาใดมีลายตอกผุดขึ้นทั่วไป ท่านว่าดีนัก ท่านตีราคาไว้ 5 ตำลึงทอง จะมีข้าทาสและลูกเมีย ผู้คนจะจงรัก ภักดี และจะนำลาภอันอันพึงใจมาให้
3.13 ถ้าเขาใดดำล้วน ไม่มีสีอื่นปน ท่านว่าดีนัก สำหรับพ่อค้าวาณิชควรมีไว้ จะทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง ท่านตีราคาไว้ 5 ตำลึงทอง
3.14 ถ้าเขาใดมีสีเหมือนเบี้ย หรืออัญชัน หรือ สีครามดีนัก ใครมีไว้จะคุ้มภยันตรายทุกข์ภัยไข้เจ็บไม่บีฑา
3.15 ถ้าเขาใดเหมือนสิงโตเผ่นทะยาน หรือเหมือนวงแหวน ท่านว่าดีนัก จะทำให้มีความกล้าหาญ และมีอิทธิฤทธิ์ อาจปราบศัตรูได้
3.16 ถ้าเขาใดกลมเกลี้ยงราวกับกลึงหรือขัดถูแล้วดีนักใครมีใว้จะนำลาภมาอย่างล้นหลาม และจะคุ้มกันโทษภัยด้วย
3.17 ถ้าเขาใดเป็นชั้น ๆ ถัดกันขึ้นไปคล้ายกับฉัตรท่านว่าดีนัก จะสมบูรณ์ไปด้วยลาภยศ ผู้คนจะเมตตากรุณาไม่ว่าจะตกไปสารทิศใดคงไม่อับจน เขานี้ตำราได้กล่าวยืนยันเป็นหนักหนา ท้าถึงกับให้เผาตำรา




ลักษณะของเขาวัวทั่วไปมีหลายแบบ เรียกชื่อต่างกันดังนี้

 

1. เขารอม” มีลักษณะโค้งเข้าหากันเป็นวง ตอนกลาง ๆ เขาจะโค้งขึ้นบนเล็กน้อย ปลายเขางอต่ำลง
2. เขาวง” มีลักษณะโค้งเข้าหากันเป็นวง
3. เขาโนรา” มีลักษณะคล้ายเขาวง แต่เขายกขึ้นสูงจากหัวตั้งแต่โคนเขาจนถึงปลาย เขาเหมือนแขนของโนราเมื่อยามรำท่าเขาควาย
4. เขากุบ” มีลักษณะคล้ายเขารอมแต่ปลายเขาหุบงอเข้าหากันมากกว่าเขารอม
5. เขาพรก” มีลักษณะคล้ายเขากุบแต่เขาสั้นกว่าเขากุบปลายเขาหรือยอดหุบเข้าหากันมากกว่าเขากุบ
6. เขากาง” มีลักษณะเขาถ่างออกจากกัน
7. เขาเบะ” มีลักษณะเขาถ่างออกจากกันมากจนปลายเขาอยู่กันคนละด้าน
 

8. เขาตรง” หรือ ”เขาแทง” มีลักษณะเขาพุ่งตรงไปข้างหน้า
9. “เขาบิด” มีลักษณะคล้ายเขาวงแต่ปลายเขาข้างใดข้างหนึ่งบิดขึ้นบนหรือลงต่ำเล็กน้อย
10. “เขาแจ๊ง” มีลักษณะเขาเล็ก สั้น แต่ปลายเขาแหลม
11. “เขาหลั้ว” มีลักษณะโคนเขาใหญ่แต่สั้น และปลายไม่แหลม วัวที่มีเขาชนิดนี้ บางท้องถิ่นเรียกว่า “วัวหัวหลั้ว”
“เขาหลุบ” มีลักษณะเขาสั้นมากคล้าย ๆ เขาหลั้ว คือยาวไม่เกินนิ้วชี้
13. “เขาแห็ก” คือมีลักษณะเขางามข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งจะเป็นเขาแบะหรือเขาห้อยลงมา
 


ลักษณะของเขาวัวนี้สามารถบ่งบอกถึงวิธีการชนของวัว แต่ละตัวได้ เว้นแต่วัวตัวนั้นจะไม่ใช้ยอกหรือเขาให้เป็นไปในทางที่ถูกเรียกว่า “ชนไม่สมยอด” คืออาจจะเลวหรือดีกว่าที่คาดหมายไว้ก็ได้ เช่น วัวที่มีลักษณะเขาเป็น “เขาตรง” หรือ “เขาแทง แต่ไม่แทง “เขาบิด” แต่ไม่บิด “เขาวง” หรือ “เขารอม” แต่ ไม่จับ อย่างนี้เรียกชนไม่สมยอด เป็นต้น
 


วัวที่มีเขายาวแลดูสวยงามและน่ากลัวหรือน่าหวาดเสียวคู่ควบกัน ได้แก่ เขาวง เขารอม เขากุบ หรือเขาแทง เหล่านี้บางทีเรียกว่า “เขารก” โดยเฉพาะ “เขาวง” นั้นสามารถใช้ปลายเขาแทงเข้าหูคู่ต่อสู้ได้ง่าย หรือเพียงแต่ตั้งรับเฉย ๆ คู่ต่อสู้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนที่ว่าวัวเขาชนิดไหนควรจะใช้ชนกับวัวที่มีเขาชนิดไหน หรือวัวที่มีชั้นเชิงอย่างไรนั้นเจ้าของวัวและนักเลงวัวชนจะต้องศึกษาวิธีการชนให้จงดี และต้องเคยเห็นวิธีการชนของวัวแต่ละตัวมาแล้ว เช่น วัวเขาวง หรือ เขารอม มักจะได้เปรียบคู่ต่อสู้ที่มีชั้นเชิงการชนเกือบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นวัวแทง วัวทุบ วัวตอก หรือวัวฟัน แต่จะเสียเปรียบ วัวเข(ขี่) หรือ “วัวเห็ง” อย่างเดียวเท่านั้น




คุณลักษณะทั่วๆ ไปของวัวชน


วัวชนที่ดีต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

 

1. คร่อมอกใหญ่ ให้หาคร่อมอกใหญ่ ๆ อย่างคร่อมอกเสือถึงจะดีมีกำลังมาก
2. ท้องใหญ่ มีกำลังมากชนได้นานกว่าวัวท้องเล็ก
3. กระดูกใหญ่ เช่น กระดูกเท้าใหญ่เหมือนเท้าควายจะดีมาก
4. คอยาวใหญ่ จะเป็นวัวที่แข็งแรงและแก้เพลียงได้ดี กว่าและเร็วกว่าวัวคอสั้น แต่คอบางเหมือนคอกวางไม่ดี
5. หนอก ถ้ารูปก้อนเส้าถึงจะดี ถ้าแบนเป็นใบพัดไม่ด
6. เขาให้หาเขาใหญ่ ๆ ถึงจะดี และถ้ามีขนงอกปิดโคนเขาก็จะดีมาก
7. หน้าวัวแคบ คือระหว่างเขาแคบถึงจะดี เพราะถ้าหน้าวัวแคบส่วนมากเขาจะใหญ่
8. คิ้ว ให้หาคิ้วหนานัยน์ตาไม่ถลนถึงจะด
9. ตาเล็ก ที่เรียกว่า “ตาดุก” คือตาเล็กเหมือนตาปลาดุกถึงจะดี
10. ใบหูเล็ก ให้หาที่ใบหูเล็กเหมือนหูม้าถึงจะดี และถ้ามีขนในหูมากก็ยิ่งดี
11. หน้าตาคมคายเกลี้ยงเกลาถึงจะด
12. หน้าผากหรือหน้าหัวถ้ามีขนมาก หรือขนรกถึงจะดี
 

13. ข้อเท้าให้เลือกหาข้อเท้าสั้น ๆ จะดีมากถ้าข้อเท้ายาวไม่ดี
14. เล็บ ให้เลือกหาเล็บใหญ่ที่เรียกว่า “เล็บพรก” (เล็บคล้ายกะลามะพร้าวคว่ำ) ถึงจะดี เล็บยาวหรือเล็บตรงไม่ดี
15. หาง ให้เอาที่หางเล็กเรียวจะดีมาก แต่ถ้าหางใหญ่ไม่ดี แต่โคนหางใหญ่ดี
16. ขนหาง ให้หาขนหางเล็ก ๆ เหมือนเส้นด้าย เส้นไหมและถ้าขนหางบิดนิด ๆ จะดีมาก ขนหางยาวหยาบ หรือขนหางเป็นพวงหงิกงอที่เรียกว่า “หางโพ่ย” ไม่ดี
17. อัณฑะ ให้หาที่มีลูกอัณฑะเล็ก และปลายอัณฑะปิดนิด ๆ หรือยานตวัดไปข้างหน้าจะดีเลิศ ยิ่งถ้ามีลูกอัณฑะเพียงลูกเดียวก็ยิ่งดีเลิศ เรียกว่า “อ้ายหน่วย” หรือ “ทองแดง” “ไข่ทองแดง” เป็นวัวที่หายาก
18. ลึงค์ ให้หาที่ลึงค์ยาวใหญ่ ๆ ถึงจะดี ถ้าลำลึงค์ยาวตั้งแต่ลูกอัณฑะจนถึงกลางท้องแสดงถึงการมีพลังมาก ถ้ามีขนที่ปากลำลึงค์ดกมากแสดงถึงความมีใจสู้ไม่ค่อยยอมแพ้คู่ต่อสู้ง่าย ๆ
19. ขน ให้หาที่ขนละเอียด เลี่ยน จึงจะดี ถ้าแห้ง คือไม่เป็นมันก็จะดีมาก (สำหรับข้อนี้ยกเว้นเฉพาะวัวนิลเพชรเท่านั้น เพราะวัวนิลเพชรจะมีขนดำเป็นมัน หรือขนเปียก)
 

เพลงชน หรือ ทางชน คือ ชั้นเชิงในการชน วัวชนตัวหนึ่ง ๆ อาจจะมีทางชนไม่เหมือนกัน หรือคล้ายกันก็ได้ ทางชนหรือเพลงชนของวัวชนมีหลายอย่าง ดังจะได้ยกตัวอย่าง ให้เห็นเป็นสังเขปดังนี้
1. แทง วัวแทงมักจะมีเขาตรง หรือเขาแทง แต่บางตัว มีเขาชนิดอื่น เช่น เขาวง เขากาง แม้แต่เขาแบะก็อาจจะเป็นวัวแทงได้เหมือนกัน วัวแทงตัวฉกาจจริง ๆ แล้วสามารถแทงได้รวดเร็วจนคู่ต่อสู้ระวังตัวไม่ทัน นอกจากแทงเร็วแล้วยังแทงลึกเป็นแผลฉกรรจ์อีกด้วย มีศัพท์ที่เกี่ยวกับวัวแทงนี้ว่า “แทงหิ้ว” “แทงติด” อันหมายถึงวิธีการแทงที่ฉกาจฉกรรจ์ นั่นเอง วังแทงที่มีชื่อ ได้แก่ วัวนิลซิว แห่งปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช วัวโหนดกึง (ไอ้กึง) แห่งอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือวัวแดงฟ้าร้อง แห่งจังหวัดนราธิวาส วัวแดงว่องไว แห่งจังหวัดตรัง เป็นต้น
2. ทุบ บั่น ตีเขา ตบ วัวที่ใช้เพลงชนแบบนี้ส่วนมากเป็นวัวเขาใหญ่มีกำลังมาก และมักจะเป็นวัวกาง วัวชนที่ใช้ชั้นเชิงแบบดังกล่าว ได้แก่ วัวนิลเท่ง บ้านท่าเรือ อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช และวัวแดงไพรวัลย์ แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช
 

3. ฟัน หวด วัวที่ใช้เพลงชนเช่นนี้ส่วนมากก็จะเป็นวัวเขากางหรือเขาแบะเสียเป็นส่วนมาก วัวที่มีชั้นเชิงแบบนี้จะใช้ปลายเขาหรือส่วนอื่น ของเขา ฟัน ทุบ ที่ดั้งจมูกคู่ต่อสู้ก็ได้วัวที่มีเพลงชนดังกล่าว ได้แก่ วัวโหนดท่อม แห่งอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
4. เข (ขี่) หรือ เห็ง (ขึ้นทับบนตัวคู่ต่อสู้) วัวเขจริง ๆ ในปัจจุบันหายากมาก วัวชนที่มีชั้นเชิงแบบนี้จะขึ้นไปนอนพาดทับบนตัวของคู่ต่อสู้ทั้งตัวทีเดียว โดยจะพาดทับขึ้นไปทางส่วนหน้าตั้งแต่ถึงหัวคอ จนถึงหลังของอีกฝ่าย วัวที่มีเชิงชนในการขี่จะทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถสลัดให้พลัดตกลงมาจากตัวได้และจะขี่อยู่นานจนทำใหคู่ต่อสู้หมดแรงลิ้นห้อยขี้แตก เยี่ยวแตก และพ่ายแพ้ไปในที่สุด วัวเชิงขี่ดังล่าวเจ้าของมักจะเลือกชนกับวัวเขารอมหรือเขาวง เพราะเขาชนิดนั้นไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายของวัวตัวที่ขี่ได้ และซ้ำร้าย เขาดังกล่าวยังอาจจะเป็นที่รองรับน้ำหนักตัวของวัวที่ขี่ได้ เป็นอย่างดีอีกด้วย วัวที่มีชั้นเชิงแบบนี้ ได้แก่ วัวคอดำ แห่งอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วัวโหนดพาด แห่งบ้านทวดทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
 

5. จับ บิด ติด วัวจับ หรือบิดมักเป็นวัวเขารอมหรือเขาวงหรือเขาบิด และมักจะเป็นวัวเขาใหญ่ด้วย วัวแบบนี้จะใช้เขาสวมหรือคล้องเข้าที่ใบหน้า หรือหัวของคู่ต่อสู้ส่วนใด ส่วนหนึ่ง หรืออาจจะสวมเข้าที่คอแล้วบิดจนคอหักตายไปเลยก็มีวัวที่มีทางชนแบบนี้จะมีความแข็งแรงมาก สามารถใช้เขาจับคู่ต่อสู้ไว้ได้เป็นเวลานายจนถึงชั่วโมงก็มี การใช้เขาจับคู่ต่อสู้แบบนี้เรียกว่า “ขัง” คือขังไว้ในวงเขาของมันนั่นเอง
6. ทิ่มหน้าหัว หรือตอกลาหัว วัวที่ใช้ชั้นเชิงโดยใช้เขาตอก (กะ) ลาหัวคู่ต่อสู้ได้มักจะเป็นวัวเขาสั้นชนิดเขาแจ็ง เขาหลั้วหรือเขาหลุบ ฯลฯ วัวพวนนี้ มักจะตะแคงหัวบุกเข้าทิ่ม หรือตอกหน้าคู่ต่อสู้เป็นว่าเล่น ถ้าวัวชนตัวใดใช้เขาทิ่มหรือตอกหน้าหัวคู่ต่อสู้จริง ๆ แล้วก็อาจจะเอาชนะวัวเขายาวได้เหมือนกัน วัวชั้นเชิงประเภทนี้ ได้แก่ วัวนิลม้าศึก แห่งจังหวัดสงขลา เป็นต้น
7. กด ติด ครูด วัวที่ใช้เพลงชนประเภทนี้ คือวัวเขากุบและเขาพรก วัวประเภทนี้จะมีเขาใหญ่และแข็งแรงเช่นกันสามารถใช้เขากดลงบนหัวหรือหน้าคู่ต่อสู้จนเป็นแผลฉกรรจ์ได้ บางทีก็อาจใช้เขาครูด ขีด ผิวหนังและเนื้อของคู่ต่อสู้จนเป็นแผลยาวและลึกได้ด้วย
 

8. เอาเพลียง กินเพลียง เอาข้าง กินข้าง วัวที่ใช้ทางชนประเภทนี้ไม่จำกัดว่าจะเป็นวัวที่มีเขาแบบไหน เป็นชั้นเชิงสุดยอดของวัวชนก็ว่าได้ เพราะวัวเอาเพลียงนั้นอาจจะเป็นวัวที่มีชั้นเชิงหรือเพลงชนอย่างอื่นอยู่แล้ว เช่นเป็นวัวแทง วัวจับ วัวฟัน วัวตอก อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายอย่างก็ได้ แต่ก็อาจจะมีชั้นเชิงหรือเพลงชนที่สามาถเอาเพลียงหรือได้ข้างต่อสู้โดยพาคู่ต่อสู้ไปปะทะกบรั้วของสัวเวียน หรืออาจจะทำให้คู่ต่อสู้ล้มลง ได้ และพ่ายแพ้ ไปในที่สุดได้อีก “เพลียง” คำนี้เป็น ภาษาถิ่นใต้ น่าจะมีความหมายตรงกับคำว่า “เพลี่ยงพล้ำ” หรือ “พล้ำเพลี่ยง” ในภาษากลางก็เป็นไปได้ ฉะนั้นคำว่า “เสียเพลียง” หรือ”เพลียง” ในภาษาถิ่นใต้ จึงหมายถึง เสียท่า แพ้ชั้นเชิง แพ้รู้นั่นเอง วัวชนที่ถูกกินเพลียง หรือถูกเอาข้าง จนคู่ต่อสู้รุนพาไปจนปะทะกับรั้วของสังเวียน เรียกว่าติดรั้ว เป็นสำนวนที่ใช้ในภาษาถิ่นใต้ หมายถึง “จนมุม” นั่นเอง วัวชนบางตัวแก้เพลียงได้เก่ง เพราะสามารถใช้ดั้งจมูกทาบติด กับหน้าหรือคอด้านใดใดด้านหนึ่งของคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา การชนชนิดนี้เรียกว่า “ชนชิด” ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถใช้อาวุธ คือเขาทำอันตรายใด ๆ ได้เลย จนกระทั่งคู่ต่อสู้ถอยห่าง แม้แต่เล็กน้อยก็สามารถเอาเพลียงหรือได้ข้างคู่ต่อสู้ทำให้คู่ต่อสู้อยู่ในตำแหน่งเสียเปรียบทันที นอกจากว่าคู่ต่อสู้จะรู้จักแก้เพลียงได้เท่านั้นถึงจะไม่เสียเปรียบกัน การใช้ดั้งจมูกของวัวชนให้เป็นประโยชน์ในการวิงไหวพริบเพื่อจะเอาเพลียงซึ่งกันและกันนี้วัวที่ใช้ดั้งจมูกได้เก่งกาจเรียกว่า “เป็นหนูก” คือใช้จมูกเป็นนั่นเอง วัวที่มีชั้นเชิงแบบนี้อย่าง สามารถก็ได้แก่วัวนิลสมบูรณ์ แห่งอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และวัวนิลหนุมาน แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราชในอดีต เป็นต้น
 

วัวชนบางตัวใช้พละกำลังเข้าต่อสู้แบบจู่โจม จะฟัน แทงก็กระทำเอาโดยแรง จนบางครั้งใช้ฝีเขาพลาดเป้าหมายจนทำให้เสียเชิงชนแก่คู่ต่อสู้และพ่ายแพ้ไปอย่างง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นต่อก็มีมาก วัวที่เชิงชนนี้เรียกว่า “ชนหยาบ” บางตัวก็มีเชิงชนเฉลียวฉลาดไม่บุ่มบ่าม
 

รู้จักแก้ไขสถานการณ์ในการต่อสู้ได้อย่างสุขุมเยือกเย็น วัวที่มีเชิงชนชนิดนี้เรียกว่า “ชนเนียน” เป็นวัวที่มีชั้นเชิงสูงที่หาได้ยากอาจจะกล่าวได้ว่าวัว “ชนเนียน” จะไม่ค่อยเพลี่ยงพล้ำแก่คู่ต่อสู้ในเชิงชนก็ว่าได้