Untitled

http://www.tungsong.com

 
  ปะการัง
 
     ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งตามบริเวณชายฝั่งทะเล เพราะแนวปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมากมาย อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโตเป็นแหล่งเพาะพันธุ์วางไข่และหลบภัยอีกด้วย นับได้ว่าแนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งสำหรับสัตว์น้ำด้วยกัน และส่งผลกระทบถึงมนุษย์เราด้วยนอกจากจะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล การประมง และมีส่วนช่วยรักษาสภาพสมดุลธรรมชาติของชายฝั่งแล้ว ทัศนียภาพอันสวยงามของแนวปะการังยังก่อให้เกิดคุณค่าอย่างมากต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนทรัพยากรปะการังนั้นเป็นลักษณะเด่นของทะเลในเขตนี้ ซึ่งมีอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม
       โครงสร้างของปะการัง  ปะการัง (Corals) เป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Phylum Coelenterata) อาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูนโดยมีลักษณะการดำรงชีพ 2 แบบ คือ อยู่คนเดียว (Solitary) หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเรียก colony ปะการังพวกที่เจริญเติบโตในน้ำลึกจะมีลักษณะเป็นก้อนขนาดไม่ใหญ่ ไม่มีการเจริญเป็นแนวปะการังส่วนปะการังที่เจริญได้ดีในเขตน้ำตื้นจนถึงเขตน้ำลึก 50 เมตร มีการเจริญเติบโตแบบรวมเป็นกลุ่มหรือ colony จะเกิดเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่ (reef-building) โดยปะการังแต่ละตัวที่มารวมกันจะสร้างโครงสร้างในรูปของหินปูน เป็นรูปร่างต่าง ๆ กันแล้วแต่ชนิดของปะการังนั้น ๆ เช่นปะการังเขากวางปะการังสมองเป็นต้น
     การเจริญเติบโตของประการังค่อนข้างช้า มากทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่สำคัญได้แก่ อุณหภูมิของน้ำและแสงสว่าง โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีน้ำสะอาดพอควร สภาพท้องทะเลค่อนข้างแข็งหรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ความเค็มของน้ำค่อนข้างสูง มีแสงสว่างมากพอควร และในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 20-29องศาเซลเซียส ปะการังกินอาหารโดยใช้หนวด ในการล่าเหยื่อ ขนาดของเหยื่อมีตั้งแต่ขนาดเล็กมาก เช่น จุลินทรีย์ต่าง ๆ เป็นต้นจนถึงปลายขนาดเล็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปะการัง
     ปะการังส่วนมากจะอาศัยอยู่ร่วมกันกับสาหร่ายเซลเดียวสีเขียวที่เรียกว่า Zooxanthellae ทั้งนี้ Zooxanthellae จะอาศัยอยู่บนผิวหน้าและแทรกตามชั้นโครงสร้างหินปูนของปะการังต่างฝ่ายได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยปะการังเป็นแหล่งป้องกันตัวและให้อาหารแก่ Zooxanthellae ในกระบวนการสังเคราะห์แสงคือ สารประกอบไนโตรเจนและฟอรัสที่เป็นของเสียที่ปะการังถ่ายออกมา
     แนวปะการังส่วนใหญ่มักเกิดในเขตน้ำตื้นตั้งแต่ชายฝั่งทะเลลงไปจนถึงระดับความลึก 10-60 เมตร โดยทั่วไป อาจแบ่งแนวประการังตามลักษณะกว้าง ๆ ได้คือ
     ก.Fringing reef (shore reef) เป็นแนวปะการังเล็ก ๆ พบทั่วไปแพร่กระจายอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเล
     ข.Barrier reef เป็นแนวปะการังขนาดใหญ่ทอดขนาดกับแนวชายฝั่งและอยู่ห่างออกไป มีโครงสร้างของแนวปะการังแบ่งได้เป็นเขตต่าง ๆ ในช่วงน้ำลงแนวปะการังจะถูกกั้นจากชายฝั่งโดยทะเลสาบน้ำเค็ม
     ค.Atool เป็นแนวปะการังที่มีรูปร่างลักษณะเป็นวงแหวนหรือเกือกม้า เป็นการพัฒนาแนวปะการังในระดับน้ำลึก ซึ่งอาจเกิดจากภูเขาไฟยุบตัวลง ปะการังจะอยู่บริเวณปากปล่องล้อมรอบ
     สำหรับประเทศไทยแนวประการังส่วนใหญ่ที่พบเป็น Barrier reef บริเวณแนวปะการังดังกล่าวจะประกอบด้วยปะการังหลายชนิดซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกันไปโดยจะแบ่งแนวปะการังเป็นเขตต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นกับว่ามีปะการังชนิดใดเป็นชนิดเด่นในเขตนั้น ๆ ประเภทของปะการังชนิดต่าง ๆ อาจแบ่งตามลักษณะรูปร่างได้
       ระบบนิเวศของแนวปะการัง  ลักษณะที่สำคัญของระบบนิเวศแนวปะการังคือการที่มีองค์ประกอบทางชีวภาพที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบบริเวศนี้ เราจะพบสัตว์หลายชนิดทั้งที่มีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลังอยู่ร่วมกัน ตัวปะการังเองจะเป็นที่อยู่อาศัยที่ยึดเกาะสำหรับสัตว์หลายชนิด ตลอดจนแบคทีเรียหลายชนิดที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตอาหารขั้นต้น ที่สำคัญฉะนั้น ในแนวปะการังจึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญสำหรับแพลงค์ตอนสัตว์ ปลา และสัตว์ชนิดต่าง ๆ ด้วย
     ได้มีการศึกษาภาพของแนวปะการังภายหลังถูกทำลายและเสื่อมโทรมลง พบว่าการฟื้นตัวหรือการกลับคืนสู่สภาพเดิมนั้นจะต้องใช้เวลานานมากภายใต้สภาพแวดล้อมเหมาะสมส่วนใหญ่การฟื้นตัวหรือกลับคืนสู่สภาพเดิมนั้นจะต้องใช้เวลานานภายใต้สภาพแวดล้อมเหมาะสมส่วนใหญ่การฟื้นตัวหรือกลับคืนสู่สภาพเดิมนั้นมักจะเกิดขึ้นในบริเวณแคบ ๆ และเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ
       ความสำคัญของปะการังจากที่ได้กล่าวแล้วว่าระบบนิเวศของปะการังมีความสำคัญ ของปะการังจึงอาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ตามประโยชน์ใช้สอยที่ได้รับได้ดังต่อไปนี้
     ก.ประโยชน์โดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ที่ได้รับจากตัวปะการังเองและสิ่งอื่น ๆ ในระบบนิเวศได้แก่
     -  เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญเนื่องจากเป็น แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำหลายชนิด
     - ความสวยงามของปะการัง รูปร่างต่าง ๆ ใช้ในการประดับสถานที่และทีอยู่อาศัย
     - ในแนวปะการังมีหอยสวยงามรวมทั้ง หินประเภทต่าง ๆ ซึ่งนำมาใช้ประดับตกแต่งได้
     - โครงสร้างหินปูนของปะการังสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างได้
     - หินปูนจากปะการังและสาหร่ายบางชนิดใช้เป็นองค์ประกอบของยาบางชนิด
     - ปลาในแนวปะการัง ซึ่งเป็นปลาสวยงาม ใช้ประดับในตู้ปลาและกลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญ
     ข.ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ ประโยชน์จากคุณค่าของแนวประการัง
     - ทัศนียภาพความสวยงาม จากตัวแนวปะการังเองและสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยอยู่ เช่น ฝูงปลาสวยงาม เป็นต้น นับเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวที่สำคัญ
     - แนวปะการังจะช่วยป้องกันการกัดเซาะของชายหาดเนื่องจากคลื่นและพายุ นอกจากนี้ ด้านหลังของแนวปะการังจะเป็นแนวกำบังคลื่นและลมตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดีเหมาะต่อการจอดทอดสมอของเรือขนาดเล็กและขนาดกลาง
     - คุณค่าในด้านการศึกษาและการอนุรักษ์ สภาพไว้เพื่อการทดลอง
       ปะการังในประเทศไทย
     แนวปะการังมีกระจัดกระจายอยู่ทั้งสองฝั่งทะเลของประเทศไทย คือ ฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน แหล่งปะการังที่สำคัญบริเวณอ่าวไทยตอนบน ฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกได้แก่ เกาะสีชังและหมู่เกาะข้างเคียง เกาะล้านเกาะสาก เกาะครก ชายฝั่งสัตหีบ เกาะแสมสาร เกาะจาน เกาะจวง เกาะคราม (จังหวัดชลบุรี) หมู่เกาะเสม็ด (จังหวัดระยอง) สำหรับฝั่งอันดามัน แหล่งปะการังที่สำคัญได้แก่ เกาะภูเก็ต เกาะสุรินทร์ (จังหวัดระนอง) หมู่เกาะสิมิลัน (จังหวัดพังงา) เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะใกล้เคียง (จังหวัดสตูล) เกาะพีพีดอน และเกาะพีพีเล (จังหวัดกระบี่)
     ปะการังในบริเวณอ่าวไทยจะพบตามเกาะต่าง ๆ ที่ห่างจากบริเวณชายฝั่งออกไปปัจจัยที่ควบคุมลักษณะของแนวปะการังและการแพร่กระจายในเขตนี้ ได้แก่ ชนิดของพื้นท้องทะเลช่วงเวลาที่โผล่พ้นสัมผัสกับอากาศในช่วงน้ำลง น้ำจืดจากแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่อ่าวไทย รวมทั้งปริมาณตะกอนที่มาจากแม่น้ำสายต่าง ๆ ดังกล่าว ส่วนในบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันมักพบปะการังหลายชนิดเจริญได้ดีในบริเวณที่มีที่กำบัง
       ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของปะการัง
     ปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการังขึ้นอยู่กับอิทธิพลของกิจกรรมต่าง ๆ ในบริเวณที่ตั้งแนวปะการัง ซึ่งถ้าแนวปะการังถูกทำลายจนเสื่อมโทรมลง ความสมดุลของระบบนิเวศปะการังและชายหาดก็จะถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป อันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรประมงในบริเวณแนวปะการังและบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนทำให้เกิดการพังทะลายของหาดที่สวยงาม และส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวในที่สุด สาเหตุและแนวโน้ม ของปัญหาที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของแนวปะการังในประเทศไทยในปัจจุบันพอสรุปได้ดังนี้
       ก.ปัญหาจากตะกอนที่ไหลลงสู่ทะเลอันได้แก่ ตะกอนจากการชะล้างพังทะลายของดินธรรมชาติ (Soil erosion) หรือจากการทำเหมืองแร่ทั้งบนบกและในทะเล ทำให้ปริมาณตะกอนในทะเลสูงขึ้น ซึ่งจะไปรบกวนระบบนิเวศของปะการัง และทำให้พื้นที่ที่ปะการังเกาะตัว (Substratum) เปลี่ยนไป ตัวอ่อนของปะการังจึงไม่สามารถเกาะตัวได้
     ข.การลักลอบทำการประมงระเบิดปลาในแนวปะการังผลของแรงระเบิดนอกจากจะทำลายตัวปะการังโดยตรงแล้ว ยังทำลายลูกปลาและสัตว์น้ำวัยอ่อนในบริเวณใกล้เคียงอีกเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีการตรวจจับผู้ลักลอบระเบิดปลา แต่ก็ยังมีการกระทำในช่วงเวลาและสถานที่ซึ่งห่างไกลเจ้าหน้าที่เสมอ ๆ
     ค.การค้าซากปะการัง โดยเฉพาะในบริเวณ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแหล่ง ได้มีการค้าซากปะการังอย่างแพร่หลายซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมโทรมต่อแนวปะการังในระยะยาวได้ นอกจากนี้การจับปลาในแนวปะการัว ก็เป็นอีกสาเหตที่ทำลายปะการังได้เช่นกันถ้าไม่มีการควบคุมดูแลให้เหมาะสม
     ง.กิจกรรมการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มาดูปะการังมักจะหักปะการังไปเป็นที่ระลึกหรือเหยียบบนแนวปะการัง รวมทั้งผลจากการทอดสมอในแนวปะการังของเรือนำนักท่องเที่ยวหรือเรือประมงขนาดเล็ก ก็จะมีส่วนทำลายปะการังได้เช่นกัน ถ้าเป็นบริเวณที่มีการนำเรือการท่องเที่ยวเข้ามามากและมีปะการังชนิดที่หักง่าย เช่น ปะการังเขากวาง
       หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปะการัง
     ปัจจุบันเริ่มมีการให้ความสนใจในคุณค่าของปะการังมากขึ้น โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญในการศึกษาสภาพของปะการังในแต่ละพื้นที่ และปัญหาความเสื่อมโทรมของปะการังเช่น
     - ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลฯ เกาะสีชังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
     - ภาควิชาชีววิทยา และสถาบันวิทยา ศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (วิทยาเขตบางแสน
     - ศูนย์ชีววิทยาทางทะเลภูเก็ต
     - ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยสงขลา-นครินทร์
     - ภาควิชาประมง มหาวิทยาลัยเกษตร-ศาสตร์
     นอกจากสถาบันดังกล่าวแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการควบคุมป้องกันปะการังและส่งเสริมการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปะการังก็ได้ให้ความสนใจในประเด็นเหล่านี้เช่นกัน ได้แก่กรมประมง สภาวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
     นอกจากนี้ ในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยในการสนับสนุนการสำรวจวิจัยเกี่ยวกับปะการัง ก็ได้รับการสนใจเพิ่มขึ้น เช่น เดียวกันได้แก่โครงการความช่วยเหลือ ASEAN Australia และโครงการความช่วยเหลือ DPD II :Coastal Resource Management ซึ่งโครงการดังกล่าวจะส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่สนใจศึกษาและวิจัยปะการังทั่วประเทศเพื่อการจัดการที่เหมาะสมภายใต้การประสานงานของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
       แนวทางป้องกันและแก้ไข
     เนื่องจากสภาพของปะการังตามฝั่งทะเลของประเทศไทย ได้ถูกทำลสายจากสาเหตุต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว อีกทั้งการฟื้นตัวกลับคือสภาพเดิม ต้องอาศัยระยะเวลามาก แนวทางในการป้องกันและแก้ไขสภาพเสื่อมโทรมของปะการัง พอสรุปได้ดังนี้
     ก.ควรให้มีการส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสภาพของปะการังในพื้นที่ต่าง ๆ และปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการังพร้อมทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุนในการศึกษาเพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยเกี่ยวกับปะการัง ซึ่งผลการศึกษา สำรวจ และวิจัยดังกล่าว ในลักษณะเป็นข้อที่จะบ่งชี้ถึงแนวทางการจัดการที่เหมาะสม โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและจัดการ เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันและแก้ไขสภาพเสื่อมโทรมของปะการังต่อไป
     ข.ควรมีการร่วมมือและประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการศึกษาวิจัยและการวางแผนการจัดการและอนุรักษ์ปะการัง เพื่อให้แผนการดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
     ค.กำหนดมาตรการควบคุมให้เข้มงวดมากขึ้น กล่าวคือให้มีการกรดขึ้นตรวจสอบขึ้นตรวจสอบผู้กระทำผิด เช่น การลักลอบทำการประมงปะการังการลักลอบระเบิดปลาในแนวปะการัง เป็นต้นรวมทั้งการควบคุมกิจกรรมจากนักท่องเที่ยว ให้มีผลกระทบต่อทรัพยากรปะการังน้อยที่สุด เช่นกำหนดบริเวณในแนวปะการังที่อนุญาตให้มีการทอดสมอเรือได้โดยเฉพาะ ในบริเวณที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวค่อนข้างสูง
     ง.ปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติหรือ บทควบคุมที่เกี่ยวข้องกับปะการังให้เหมาะสมตามสถานการณ์
     จ.ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปได้มีการตระหนัก ถึงคุณค่าของทรัพยากรปะการัง (Public Awarebess) โดยการให้ศึกษา และเผยแพร่ ความรู้และคุณค่าของปะการังให้กับบุคคลทุกประเภททั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและฟื้นฟูปะการังโดยความเต็มใจเพิ่มขึ้น


[ คุณภาพสิ่งแวดล้อมและชีวิต ]  [ ความเข้าใจสิ่งแวดล้อม ]  [ ระบบนิเวศ]  [ ทรัพยากรธรรมชาติ ]  [ ปัญหาสิ่งแวดล้อม